04 พฤศจิกายน 2556

เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2.1 Tokyo Metro Pass และ อาซะกุสะ

หัวเรื่องไม่ค่อยเกี่ยวกัน แต่ขอเอาเรื่อง Tokyo Metro Pass มาฝากไว้ตรงนี้เพราะเป็นวันเริ่มต้นใช้งาน

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม เป็นวันที่นัด @PearlyBear เที่ยว โดยนัดเจอกันที่ศาลาว่าการมหานครโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government Building ขอย่อว่า TMG) เป้าหมายเพื่อดูทิวทัศน์ของโตเกียวแบบฟรี ก่อนที่จะเที่ยวที่อื่นและจบลงที่โอไดบะเพื่อเจอหุ่นกันดัมขนาด 1:1

Tokyo Metro Pass

แม้ว่าจะซื้อ Metro 2-Day Pass มาพร้อมกับ Keisei Skyliner ตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ แต่ว่าอายุการใช้งานไม่ได้นับตั้งแต่วันออกบัตร แต่จะนับจากวันเริ่มใช้ ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันนี้ การนับวันของ Pass ในญี่ปุ่นทุกชนิด จะนับวันแค่จบเที่ยวสุดท้ายของบริการที่เกี่ยวข้องกับ Pass นั้นๆ ไม่ได้นับ 24 ชั่วโมง

เริ่มต้นในวันนี้ก็ออกแต่เช้ากะว่าไปหาอะไรกินที่ TMG ซึ่งภายหลังพบว่าผิดมากที่ไม่กินอะไรแถวนี้ไปก่อน โดยเดินไปที่สถานีรถใต้ดินชินจูกุซานโจเมะ (Shinjuku 3-Chome) ก็อาศัย Google Map อีกแล้ว มาพบภายหลังว่าเดินอ้อมมากมีทางใกล้กว่านั้นตรงห้างอิเซตัน ขึ้นสาย Marunouchi ไปทางชินจูกุ เจอตู้ Information ก็เลยหยิบมาใช้ แต่ถ้าไม่ชอบกระดาษ Download PDF ได้
คำแนะนำและแผนที่ของรถไฟใต้ดินโตเกียว
Tokyo Metro Pass จะใช้งานได้กับรถใต้ดินในโตเกียว ไม่รวมสาย Toei ซึ่งผมหน้าแตกมาแล้วตอนที่จะไป TMG เพราะกะจะไปลงที่สถานี Tochomae ของสาย Toei Shinjuku ซึ่งใกล้สุด เลยลงไปเปลี่ยนที่สถานีชินจูกุแล้วเสียบบัตรเข้าเกตไม่ได้ สายที่ใช้ได้คือ
Ginza LineGinza Line
Marunouchi LineMarunouchi LineMarunouchi Line
Hibiya LineHibiya Line
Tozai LineTozai Line
Chiyoda LineChiyoda Line
Yurakucho LineYurakucho Line
Hanzomon LineHanzomon Line
Namboku LineNamboku Line
Fukutoshin LineFukutoshin Line
ที่จริงสายที่ใช้ได้พิมพ์อยู่บน Pass นั่นแหละแต่ผมไม่ดูเอง สุดท้ายก็ต้องต่อจากชินจูกุด้วยสายเดิมไปลงนิชิชินจูกุ (Nichi-Shinjuku) แล้วเดินต่อไป TMG

ศาลาว่าการมหานครโตเกียว ได้ไปแต่ไม่ถึง

เมื่อเดินจากสถานีนิชิชินจูกุตามทางเดินใต้ดินมาจนถึงทางออกที่ใกล้ TMG พยายามหาที่กินเพราะมาเร็วกว่านัดหมายสักชั่วโมงเห็นจะได้ ตอนที่ขึ้นมาก็พบอาสาสมัครที่คอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยว แต่ก็ไม่ได้ขอความช่วยเหลืออะไรหรอก เดินวนอยูสักพักก็ไม่เห็นว่าจะมีร้านอาหารหรือร้านกาแฟที่เปิดอยู่ริมถนนเลย อาจจะมีในอาคารแต่ไม่ได้เข้าไปดู ก็เลยเดินวนถ่ายภาพตึก


และแล้วก็เจอภาพที่น่าสยดสยอง
แค่ที่แรกของวันก็แจ็คพ็อตแตก เจอป้ายเขียนว่าวันนี้ปิดชั้นชมทัศนียภาพพอดี รอจนพบ @PearlyBear ก็พยายามถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็พบว่าปิดจริงๆ เลยต้องหาเป้าหมายอื่น คุยกันก็เลยจบลงที่ไปอาซะกุสะ ระหว่างที่เดินอยู่แถวนั้นก็พบว่ามีคณะทัวร์มาลงเพื่อชมทัศนียภาพจากยอดตึก แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เลยคิดว่ามาเที่ยวเองก็ดีกว่าเพราะคณะทัวร์ไม่ได้เปลี่ยนโปรแกรมกันง่ายๆ เหมือนเรา

ข้าวหน้าเทมปุระ

ร้าน Tempura Tendon Tenya สาขาอาซะสุกะ
จากศาลาว่าการมหานครโตเกียวก็เดินมาสถานีนิชิชินจูกุนั่งสาย Marunouchi ไปลงสถานี Akasaka-Mitsuke เปลียนไปสาย Ginza เพื่อไปสถานีอาซะกุสะ เมื่อไปถึงก็เริ่มหิว @PearlyBear เสนอว่าไปกินข้าวหน้าเทมปุระก็เลยพากันเดินหาร้านกินก่อน แต่ร้านส่วนใหญ่จะเปิด 11:00 ซึ่งขณะนั้นแค่สิบโมงกว่า ก็ไปเจอร้านหนึ่งที่เป็นร้านแฟรนไชส์ชื่อ 天丼 てんや 浅草店 (ร้าน Tempura Tendon Tenya สาขาอาซะสุกะ) เข้าไปสั่งข้าวหน้าเทมปุระเห็ดซึ่งอร่อยมาก และขอขอบคุณมื้อนี้ @PearlyBear เลี้ยง
ออกจากสถานีอาซะกุสะ เดินตามถนนหน้าประตูคามินาริ (Kaminarimon Dori) ไปทางประตู

แถวประตูคามินาริ (Kaminarimon)
สั่งข้าวหน้าเทมปุระเห็ด โปรโมชั่นด้านซ้ายมือ
ข้าวที่ได้ นับว่าเหมือนรูปภาพที่โฆษณามาก 
เริ่มกินล่ะ
จากคำบอกเล่าของ Kanapol Wongphichayavisal ร้านนี้มีเพิ่งสาขาในกรุงเทพเมื่อเดือนตุลาคมนี้เองที่เซ็นทรัลบางนา

อาซะกุสะ มาเพราะของกิน

เนื่องจาก Thininut Srichan บรรยายสรรพคุณของอาหารแถวอาซะกุสะ (Asakusa) มาจนยั่วน้ำลายเป็นอย่างมาก จึงเป็นที่ที่คิดว่าไม่ควรพลาด แม้ว่าโดยส่วนตัวการเที่ยววัดหรือโบราณสถานจะไม่ใช่ทางก็ตาม
แผนที่ตัวเต็มจาก www.gotokyo.org ให้เห็นว่า Tokyo Skytree อยู่ทิศไหนของอาซะกุสะ
ถ่ายตรงปากประตูคามินาริ (Kaminarimon) กับ @PearlyBear
อาซะกุสะเป็นย่านสำคัญแห่งหนึ่งในเขตไทโต เป็นที่ตั้งของวัดชื่อดังคือวัดเซนโซ (Sensoji) ซึ่งในความเข้าใจของหลายคนจะเรียกวัดอาซะกุสะตามชื่อที่ตั้ง แต่ขากินอย่างผม จะไปอาซะกุสะต้องเป็นเสาร์อาทิตย์ เพราะจะมีบรรดาของกินมากมายทั้งอาหารและเครื่องดื่มสารพัดมาตั้งเรียงรายให้ลิ้มลอง นอกเหนือจากร้านปกติบนถนนนาคามิเซะ (Nakamise) ในวันเสาร์อาทิตย์จะมีแผงขายอาหารเพิ่มบริเวณวัด ผมกับ @PearlyBear ถึงกับคุยกันว่าที่จริงไม่ต้องกินข้าวก่อนก็ได้ เพราะเข้ามาแล้วไล่กินแต่ละอย่างจนไม่เหลือที่ว่างให้ท้องกันเลยทีเดียว ดูรูปกันดีกว่า
อะเกมังจู ทีผมชิมเป็นรสงาดำข้างในใส้ถั่วแดงอร่อยมาก ต้องลอง
Senbei ทำสดๆ หอมดี แต่ไม่ได้กินก็ไม่ถึงกับขาดอะไร
โคนนี้รส Custard Pudding อร่อยเอาเรื่อง
แผงนี้โซบะ ขายเฉพาะเสาร์อาทิตย์ ไม่ได้ลองเพราะท้องเริ่มเต็ม
นอกเหนือจากเรื่องกินแล้ว ก็ชมจุดอื่นๆด้วยนะครับ แหม่ มาทั้งที
ประตูคามินาริ (Kaminarimon)
ถนนนาคามิเซะ
ร้านค้าบนถนนนาคามิเซะ
ร้านค้าบนถนนนาคามิเซะ
ประตูโฮโซ (Hozomon)
รองเท้าสานยักย์อยู่ที่ประตูโฮโซด้านติดกับวัด
กระถางธูปหน้าวัดเซนโซ
สวนสาธารณะอาซะกุสะ
เจดีย์ 5 ชั้น

ไม่ได้ไป Tokyo Skytree แต่ก็มีที่ถ่ายรูปด้วย

สถานที่ต้องรอเข้าชมนานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเสียเงิน ผมไม่ค่อยจะสนใจ ไมว่าจะเป็น Tokyo Tower หรือ Tokyo Skytree ก็ตาม แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้อยากถ่ายรูปเป็นที่ระทึกนี่นา เราสามารถถ่ายรูปกับ Tokyo Skytree ได้ที่อาซะกุสะ โดยจุดที่จะถ่ายรูปได้จะอยู่ประมาณครึ่งทางของถนนนาคามิเซะทางเข้าวัดเซนไซทางที่ตัดกับชินนาคามิเซะ ด้านขวามือ ในแผนที่ผมทำเครื่องหมายดาวสีเหลืองไว้
แผนที่ที่ตัดต่อจาก www.gotokyo.org ดาวเหลืองคือจุกที่ถ่ายรูป Tokyo Skytree ได้เต็มมากที่สุด ตัว i ในพื้นเขียวคือ Asakusa Culture Tourist Information Center

คนไทยบุกญี่ปุ่น

นึกอยู่ละครับว่าต้องเจอคนไทยมากมายที่ญี่ปุ่นเนื่องจากอยู่ในระหว่างปิดเทอม และไม่ต้องใช้วีซ่ากันเลยสำหรับคนที่มาไม่เกิน 15 วัน แต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ ระหว่างเดินไปยังวัดเซนโซ ก็พบกับป้ายที่ชวนตื่นตะลึงอยู่ทางด้านซ้ายมือ เขียนว่า "ห้ามถ่ายรูป" ในหลายภาษารวมทั้งภาษาไทยด้วย ขาออกจากวัดก็เจอกับ @SUTYOD ซึ่งไม่ได้เจอกันมานับสิบปี ตั้งแต่กลับไปอยู่ที่ขอนแก่น แม้ทราบว่าเดินทางมาโตเกียวในวันเดียวกันจากทวิตเตอร์ ก็ไม่ได้นัดหมายกันเนื่องจากนัดเพื่อนไว้ แต่พระเจ้าก็นำมาเจอกันซะงั้น
คนหล่อๆคล้องกล้องไว้กับคอคือผม ซ้ายคือ @SUTYOD
@SUTYOD เล่าให้ฟังว่าเพิ่งมาจากอากิฮะบาระ ซึ่งในร้านแถวนั้นก็มีประกาศเสียงตามสายในร้านเป็นภาษาไทยด้วย คนไทยช้อปติดอันดับจนต้องใช้ภาษาไทยที่ร้านด้วยแฮะ

ไหนๆเจอกันแล้วก็เลยชวนไปดูกันดัมที่โอไดบะตอนเย็น เพราะ @SUTYOD เข้าใจว่ากันดัมขนาด 1:1 ถูกรื้อไปแล้ว แต่ที่จริงหลังจากที่บันไดรื้อกันดัมที่ตั้งแสดงที่โอไดบะ ก็ไปตั้งแสดงที่ชิซูโอกะ (Shizuoka) แล้วก็ได้นำกลับมาแสดงที่โอไดบะอีก

ชมอาซะกุสะจากมุมสูง

@PearlyBear พาไปยังอาคาร Asakusa Culture Tourist Information Center ซึ่งสูงประมาณ 8 ชั้นอยู่ตรงข้ามปากประตูคามินาริ (Kaminarimon) ดูสัญลักษณ์ตัว i ในพื้นเขียวบนแผนที่ด้านบน ที่ชั้น 8 จะมีที่นั่งให้ชมวิว และร้านกาแฟ ก็เลยไปนั่งดื่มกาแฟที่ร้านและชมทัศนียภาพกัน @PearlyBear บอกว่ามาที่นี่โดยบังเอิญจากน้องสาวที่มาเที่ยวเห็นว่ามีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจเลยมาดู ก็เลยทราบว่าชั้น 8 สามารถเห็นทิวทัศน์ได้ดีทีเดียว

เดินเล่นแถวแม่น้ำสุมิดะ

ลงจากอาคารก็เดินไปทางแม่น้ำสุมิดะ (Sumida) ซึ่งก็เจอร้านโปรด Burger King ก็แวะเข้าไปดูราคา ดูแล้วก็รู้สึกว่าถูกไม่ต่างจากกรุงเทพ แต่ตอนนั้นอิ่มแล้วล่ะ 555 เลยผ่านไป ที่แม่น้ำสุมิดะจะมีท่าเรือซึ่งมีเรือล่องแม่น้ำมาในแบบยานอวกาศ(มั้ง) คนรอคิวกันตรึมก็เลยได้แค่ดูเพราะไม่มีเวลารอ ฝั่งตรงข้ามก็จะมีอาคารของเบียร์อาซาฮี ซึ่งดูเก๋ เขาว่าเป็นฟองเบียร์อยู่ข้างบน แต่ผมว่าไม่เหมือนหรอก เหมือนอย่างอื่นมากกว่า อิอิ
เรือล่องแม่น้ำสุมิดะ
ตึกที่ทำการเบียร์อาซาฮี

จากนั้นก็เดินไปที่สถานีรถไฟ Tobu Asakusa ซึ่งเป็นสถานีต้นทางของสาย Tobu ที่ไปนิกโก ถ้าใครต้องการใช้ Nikko Pass ก็มาซื้อและขึ้นรถไฟที่สถานีนี้ได้ แต่ผมใช้แค่ผ่านลงไปสถานีรถใต้ดินอาซะสุกะเพื่อไปอูเอโนะต่อ

จบตอนที่ 2.1

ตอนที่เกี่ยวข้อง
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 0 วางแผน
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1.1 จากสุวรรณภูมิถึงนาริตะ
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1.2 จากนาริตะถึงชินจูกุ
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2.2 ก่อนไปดูกันดั้ม เที่ยวอูเอโนะ (Ueno) และกินซ่า (Ginza)
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2.3 Gundam ที่โอไดบะ (Odaiba)
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 ซูชิทำให้วันนี้ไม่หดหู่
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 4.1 จากชินจูกุถึงฟูจิซัง

เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1.2 จากนาริตะถึงชินจูกุ

การเดินทางในญี่ปุ่น ระบบขนส่งสาธารณะสามารถพึ่งพาได้เป็นอย่างมาก ผิดกับบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากสนามบินนาริตะไปยังที่ต่างๆ สามารถเดินทางได้ทั้งรถไฟและรถลีมูซีนบัส แต่ในปัจจุบันคนนิยมขึ้นรถไฟมากกว่า โดยมีรถไฟที่ให้บริการอยู่สองเจ้าคือ East Japan Railway หรือ JR East กับ Keisei ทั้งคู่มีบริการรถไฟด่วน ของ JR East คือ Narita Express หรือ NEX ส่วนของ Keisei ชื่อ Skyliner ซึ่งมีข้อดีข้อเสียต่างกัน โดย The Japanese Railway Society ได้ทำการเปรียบเทียบไว้ที่หน้า Skyliner and Narita-Express

โดยสรุปแล้วการที่ Skyliner มาทีหลังทำให้เรื่องความเร็วจะเป็นต่อ แต่ความครอบคลุมน้อยกว่า NEX แต่เนื่องจากเหตุผลบางประการดังต่อไปนี้ทำให้ผมเลือก Keisei Skyliner

  • การเดินทางจากนาริตะไปชินจูกุ Skyliner ประมาณ 1 ชั่วโมง คือ Skyliner จากนาริตะถึงนิปโปริ (Nippori) ใช้เวลา 36 นาที และต่อ JR สาย Yamanote อีก 20 นาทีถึงชินจูกุ ในขณะที่ NEX ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 31 นาทีแต่ถึงสถานีชินจูกุโดยไม่ต้องเปลี่ยนขบวน
  • แม้ว่า Skyliner จะต้องเปลี่ยนขบวนมาใช้ JR ซึ่งไม่สะดวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเจอชั่วโมงเร่งด่วน แต่เนื่องจากครั้งนี้มีกระเป๋าล้อลากไม่ใหญ่กับเป้ จึงไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่ถ้ามาเป็นครอบครัวหรือสัมภาระเยอะมาก NEX จะสะดวกกว่า
ส่วนเรื่องราคา Skyliner + Metro Pass 2-Day แค่ 2,980 เยน บวกกับ JR จากนิปโปริถึงชินจูกุ 190 เยนรวม 3,170 เยน เมื่อเทียบกับ NEX + Suica 2,000 เยน ในราคา 3,500 เยน (เที่ยวเดียวจากนาริตะ) ก็ถือว่าสูสีขึ้นอยู่กับว่าจะเดินทางแบบไหน มากน้อย ซึ่งในครั้งนี้ตัดสินใจเที่ยวโตเกียวเท่านั้นฝั่ง Keisei Skyliner จึงมีภาษีดีกว่า ราคา Skyliner เที่่ยวเดียวนั้นก็ปาเข้าไป 2,400 เยนแล้ว

Operation Narita

พาดหัวให้ดูตื่นเต้นไปงั้นแหละ ที่จริงคือก่อนมาญี่ปุ่นได้วางแผนทางหนีทีไล่ในสนามบินเนื่องจากไม่ต้องการเสียเวลาหลังจากผ่านตรวจคนเข้าเมืองมาก จึงได้ศึกษาและวางแผนโดยสิ่งที่ต้องทำที่นี่คือซื้อ Keisei Skyline + Metro Pass และไปเอา SIM ที่ไปรษณีย์

พอออกมาถึงลอบบี้ขาเข้าชั้น 1 ปีกทิศใต้ ก็จะเห็น Keisei Counter อยู่ตรงหน้า (ดูแผนผัง Counter อื่นได้ที่นี่ มี Ticket Counter 3 จุดสีเขียว) ข้างๆ ก็เป็น JR East Counter เลือกใช้ได้ตามอัธยาศัย ก็ตรงไปซื้อตั๋ว Keisei Skyline + Metro Pass ตามรูป
ซองใส่ตั๋ว Keisei Skyliner และ Metro Pass
ตอนที่ไปถึงประมาณบ่ายสองครึ่ง พนักงานจะออกตั๋ว Skyliner เวลา 14:38 ให้ แต่ว่าผมบอกว่าต้องขึ้นไปไปรษณีย์ชั้น 4 ก่อน จึงเปลี่ยนเป็นเที่ยว 14:58 ตอนนั้นถึงคิดว่าทำไมไม่ไปเอา SIM ที่ไปรษณีย์ก่อนมาซื้อตั๋ว แต่ช่างมันเถอะ ที่นี่ไม่รับบัตรเครดิตต้องจ่ายเงินสดเท่านั้น ตั๋ว Skyliner ไม่ได้ถ่ายไว้แต่เป็นตั๋วขนาดพอๆ กับบัตรเครดิต ซึ่งตอนที่ไปซื้อตั๋ว JR ไปชินจูกุที่สถานีนิปโปริจะโดนยึดไว้เพื่อออก Gate จาก Keisei ไป JR

จากนั้นจึงขี้นไปชั้น 4 เพื่อไปเอา SIM มองที่แผนผังก็ไม่พบที่ตั้งไปรษณีย์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ลอบบี้ขาออกปีกทิศใต้ เห็นพนักงานหญิงที่สวมชุดมีป้ายช่วยเหลือผู้โดยสารจึงถามทางไปไปรษณีย์ พนักงานก็บอกทาง แต่ไม่แค่นั้นพาเดินไปส่งถึงหน้าไปรษณีย์ซึ่งอยู่อาคารกลางระหว่างปีกทิศใต้กับปีกทิศเหนือ

ทาง b-mobile ได้ส่ง email แจ้ง Delivery Tracking Number เพื่อไปรับ SIM ที่ไปรษณีย์มาก่อนหน้านี้ และบันทึกไว้ในมือถือ จึงแสดงเลขนั้นกับเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และได้รับซองขนาด A4 มา (ไม่รู้ทำไมต้องใหญ่ขนาดนั้น) ยังไม่ทำอะไรยัดใส่เป้แล้วรีบลงไปชั้น B1 เพื่อไปสถานีรถไฟ ที่ชั้น B1 ก็แวะซื้อชาเขียวขวดลิตรไปด้วย ทางลงไปสถานีของ Keisei จะอยู่ซ้ายมือ ส่วน JR จะอยู่ทางขวามือ

ประสพการณ์กับ Skyliner

เมื่อเข้าไปที่ทางเข้าต้องเอาตั๋วสอดเข้าช่องเพื่อผ่านประตูลักษณะคล้ายกับการใช้ตั๋วเที่ยวเดียวของ BTS บ้านเรา ต่างกันที่ปกติประตูจะเปิดพอเดินเข้าไปถ้าไม่สอดบัตรถึงจะมีบานประตูมากั้น ซึ่งสังเกตุว่าจะเป็นอย่างนี้ทุกสาย จากนั้นดูป้าย Sky Line และเดินตามไป เพราะอีกสายจะเป็น Main Line ซึ่งเป็นรถธรรมดา

ลงไปก็จะมีป้ายแสดงว่าขบวนต่อไปขึ้นด้านไหน สักพักก็มีรถมาจอดเทียบและคนลง แต่พนักงานยังไม่ให้ขึ้นเพราะต้องทำความสะอาดก่อนจึงเดินไปถ่ายรูปรถ

ส่วนหัวของ Keisei Skyliner
Skyliner ทั้งขบวน
ระหว่างรอทำความสะอาดก็แกะซองพัสดุออกมา ข้างในมีซองใส่ SIM เหมือนกับที่โฆษณาตามรูป
ซองใส่ b-mobile Visitor SIM 1GB prepaid
เมื่อพนักงานอนุญาตก็ขึ้นไปในตั๋วระบุเป็นคันที่ 2 เลขที่นั่ง B9 ที่นั่งพอนั่งสบาย ที่เท้ามีเต้ารับให้เสียบอุปกรณ์ไฟฟ้าด้วย ขบวนนี้ตลอดเส้นทางไม่มีใครมานั่งข้างผม 
ภายในของ Skyliner ตรงกระเป๋าสีแดงคือที่นั่งผม
เต้ารับไฟฟ้าด้านล่างของที่นั่ง
พอถึง 14:58 ปุ๊บรถก็ปิดประตูออกปั๊บตรงเวลาเป๊ะ นั่งจากนาริตะเทอร์มินัล 1 ทั้งคันมีผมคนเดียว พอมาเทอร์มินัลสองจึงมีคนขึ้นมามากขึ้น แต่ก็ยังค่อนข้างว่าง
คนมากขึ้นหลังจากเทอร์มินัล 2
บนรถก็เลยจัดการกับโทรศัพท์ Galaxy Note II เอา SIM ของ TrueMove H ออกใส่ SIM ของ b-mobile ลงไป เมื่อเปิดเครื่องจะยังใช้งานไม่ได้เพราะมันจะเข้า APN ของ DoCoMo โดยอัตโนมัติและไม่ให้ใช้งาน จึงต้องตั้ง APN เป็นของ b-mobile ตามแผ่นพับที่อยู่ในซอง สักพักก็ใช้งานได้เริ่ม Online ส่ง Intagram ออกมาบอกเพื่อนๆ ส่วนเครื่อง HTC Desire S ที่ใส่ SIM ของ DTAC ก็เปิดมา Roaming เช็คข้อความบ้างเล็กน้อย

นั่งมาเรื่อยๆ จนอีก 5 นาทีถึงสถานีนิปโปริก็มีประกาศทั้งญี่ปุ่น อังกฤษ และจีนว่าอีก 5 นาทีถึงนิปโปริให้เตรียมตัว พอใกล้ถึงก็มีเสียงแจ้งอีกครั้ง ลงสถานีนิปโปริชานชลา 0 ก็ต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนมา 1 ชั้น ซึ่งจากการศึกษาแผนผังสถานีนิปโปริมาก่อนจึงไม่งง มาถึงก็ไปซื้อตั๋ว JR เพื่อไปชินจูกุ จ่ายเงิน 190 เยนโดยที่ Counter ก็เอาตั๋ว Skyliner ไปก่อนให้ตั๋ว JR เพื่อเข้า JR Line Connecting Ticket Gate

จากนั้นก็หาทางเดินลงไปยังชานชลา 11 ที่ไปยังชินจูกุโดยสาย Yamanote ช่วงก่อนสี่โมงเย็นคนก็เริ่มเยอะ เมื่อขึ้นไปก็ยืนเกือบตลอดทาง ได้นั่งช่วงสั้นๆ ก่อนถึงชินจูกุไม่กี่ป้าย
ถ่ายตัวเองบน JR สาย Yamanote ไปชินจูกุ

สถานีชินจูกุ

สถานีนี้เป็นหนึ่งในสถานีหลักของโตเกียวซึ่งมีรถไฟและรถใต้ดินผ่านถึง 12 สาย ซึ่งไปถึงครั้งแรกถึงกับงง ผ่านไปวันสองวันจึงคุ้นกับทางออกต่างๆ พอไปถึงก็หาทางไปทิศตะวันออก เนื่องจากโรงแรมแคปซูลที่จองไว้อยูด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสถานีชินจูกุ ขณะที่อยูใต้ดิน Google Map ไม่ทำงาน จึงรีบขึ้นมาบนพื้นดินนอกอาคารเพื่อให้จับสัญญาณ GPS พอตั้งหลักได้ก็เดินตาม Google Map ไปยังโรงแรม

Shinjuku Kuyakushomae Capsule Hotel

ตอนที่เห็นโรงแรมแคปซูลตอนแรกๆ จากเว็บไซต์จองที่พักก็มีความสนใจมาก เพราะเดินทางคนเดียว น่าจะเป็นประสพการณ์ที่แปลกใหม่ แต่ติดอยู่ที่ว่าถ้าพักหลายวันของจะต้องเอาออกจาก Locker ตลอดจึงยังไม่ตัดสินใจในตอนแรก จนสุดท้ายเมื่อเปรียบเทียบความสะดวกและราคา ยอมลดสัมภาระลง จึงตัดสินใจเลือกที่นี่

โรงแรมอาจจะหายากในครั้งแรกเมื่อเดินจากสถานีรถไฟชินจูกุ แต่เมื่อคุ้นเคยจะพบว่าห่างจากทางเข้าทางเดินใต้ดินที่เชื่อมไปยังสถานีชินจูกุ และสถานีรถใต้ดินชินจูกุซานโจเมะเพียง 100 เมตรอีกฝั่งของถนนเท่านั้น จุดสังเกตุคือที่หัวมุมถนนเล็กๆที่แยกไปจากถนน Yasukuni Dori ฝั่งที่ตั้งโรงแรมจะมีร้าน Mister Donut เมื่อเดินจากร้าน Mister Donut เข้าไปจะพบป้ายแมวสีเหลืองของร้านคาราโอเกะที่อยู่ชั้น 5 ตึกเดียวกันกับโรงแรมบนเสาต้นหนึ่ง ป้ายโรงแรมจะอยู่ที่เสาอีกต้นถัดไป ทางเข้าจะอยู่ระหว่างเสาสองต้นนี้

เข้าไปเช็คอินต้องขึ้นลิฟต์ไปชั้น 3 เมื่อออกจากลิฟต์ถอดรองเท้าเก็บใน Locker สำหรับรองเท้าเอากุญแจ Locker ไปเช็คอิน เช็คอินต้องหลัง 16.00 เมื่อเช็คอินจะได้กุญแจ Locker เก็บของขนาดไม่ใหญ่ประมาณ กว้าง 30 cm สูง 100 cm ลึก 50 cm หมายเลข Locker กับหมายเลข Capsule เป็นเลขเดียวกันของที่ขนาดใหญ่ต้องฝากไว้บนชั้นข้างนอก ทุกวันจะต้องเช็คเอ้าท์และนำของออกจาก Locker ก่อน 10.00 หากพักหลายวันต้องเช็คอินใหม่หลัง 16.00 แต่ฝากของไว้ที่ชั้นบริเวณต้อนรับได้

แต่ละวันจะได้ Capsule ที่ไม่เหมือนกัน ใน Locker จะมีเสื้อคลุมและกางเกงสำหรับใส่นอนไว้ให้ ซึ่งจะเป็นขนาด M ที่ผมใส่ไม่ได้ แต่ขอเปลี่ยนขนาดได้ที่เค้าท์เตอร์เช็คอิน (เปลี่ยนเป็น LL :P) ห้องอาบน้ำรวมของผู้ชายอยู่ชั้น 3 มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน รวมทั้งอ่างอาบน้ำอุ่นรวมและซาวน่า มีห้องสันทนาการดูโทรทัศน์หรือใช้โต๊ะสำหรับนั่งทำงานได้ที่ชั้น 4

นอกจากนั้นมีตู้หยอดเหรียญซึ่งเท่าที่สังเกตวันอาทิตย์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะหมด มีน้ำร้อนสำหรับใส่บะหมี่ มีเตาไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหาร มีเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญพร้อมอบผ้า 1.5 Kg 400 เยน ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็เสร็จ
แผนที่ Shinjuku Kuyakushomae Capsule Hotel
จุดสังเกตุถนนหน้าโรงแรมคือร้าน Mister Donut
ทางเข้าอยู่ระหว่างเสาที่มีป้ายสีเหลืองรูปแมวกับป้ายที่มีคำว่า Hotel
ผมใน Capsule
ประสพการณ์ครั้งนี้น่าประทับใจมาก สำหรับคนเคยพักแรมในป่าด้วยเต๊นท์ โรงแรมแคปซูลสะดวกกว่ามากมาย แต่สำหรับคนที่เหนียมอายไม่กล้าแก้ผ้าต่อหน้าสาธารณะในที่อาบน้ำรวมคงต้องผ่านตัวเลือกนี้ไป

เดินเล่นริมถนน Yasukuni Dori

หลังจากอาบน้ำและงีบสักพักก็ออกมาเดินเล่นและหาอะไรกิน โดยเริ่มเดินข้ามมายังฝั่งตรงข้าม Mister Donut ก่อน ซึ่งเป็นห้างอิเซตัน เดินมาสักพักก็มาสะดุดกับป้าย MK ใช่แล้ว ร้าน MK สุกี้ที่เรารู้จักมาเปิดในชินจูกุ บนชั้น 3 ของตึกที่มีป้าย GU สีฟ้าถัดจากตึกอิเซตัน
MK สุกี้ ชินจูกุ
จากนั้นก็เดินสำรวจ และดูว่าคนญี่ปุ่นทำอะไรกันหลังเลิกงานเย็นวันศุกร์ เดินไปถึงแถบที่เป็นร้านเหล้าก็พบว่าวันนี้ไม่คึกคักเท่าที่คาดไว้ จึงเดินย้อนกลับมาโดยข้ามถนนมาอีกฝั่ง

มื้อแรกในญี่ปุ่น

อาหารญี่ปุ่นที่ผมชอบที่สุดคือราเมง มื้อนี้เลยตั้งใจหาราเมงกินเป็นพิเศษ แต่เพิ่งมาถึงก็รู้สึกว่าอะไรๆ ก็แพงไปหมด ราคาก็ยังรับไม่ค่อยได้ มื้อแรกก็เลยหาราเมงที่ไม่หรูหรานักกินในราคา 500 เยน โดยไปหยอดเหรียญ 500 เยน เลือกราเมงมีหมูชิ้นนึง ราคา 400 เยนจากตู้ โดยดูจากตัวเลขของภาพตัวอย่าง แต่มันไม่ทอน -.-! มีไฟให้จิ้มอยูสองปุ่มคาดว่าเป็น Topping หรืออะไรสักอย่างที่อ่านไม่ออก สุ่มจิ้มไปหนึ่งอัน ได้ตั๋วออกมาสองใบเอาไปยื่นที่เค้าท์เตอร์ จากนั้นก็ไปนั่งรอ สักพักก็มีการเรียกก็เดินไปหยิบมา ไม่รู้มาก่อนว่าต้องบริการตัวเอง ได้บะหมี่มาดังภาพ ร้านชื่ออะไรไม่รู้อ่านไม่ออก อยู่ที่หัวมุมถนน Meji Dori ตัดกับ Yasukuni Dori
ราเมงมื้อแรกที่ญี่ปุ่น ดูจากรูปน่าจะได้เพิ่มสาหร่าย
 ร้านอยู่หัวมุมถนน Meji Dori ตัดกับ Yasukuni Dori
จบตอนที่ 1.2

ตอนที่เกี่ยวข้อง
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 0 วางแผน

02 พฤศจิกายน 2556

เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1.1 จากสุวรรณภูมิถึงนาริตะ

The Journey Begins

แค่เพิ่งเริ่มต้นก็มีปัญหารออยู่เสียแล้ว เมื่อเช็คอินการบินไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิและขอเช็คอินไปจนถึงนาริตะ ไม่สามารถทำได้โดยเจ้าหน้าที่บอกว่าการที่ไปต่อเครื่องที่สนามบินอื่นในจีนนอกจากปักกิ่งไม่สามารถทำได้ต้องผ่านตรวจคนเข้าเมืองไปก่อน ถ้านำกระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องก็ต้องออกไปรับกระเป๋าแล้วเช็คอินโหลดกลับเข้ามาใหม่

ผมไม่ได้ขอวีซ่าเข้าจีนเพราะไม่ได้ตั้งใจไปเที่ยวเมืองจีน แต่ไปต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ นั่นหมายความว่ามีปัญหารออยู่ข้างหน้าคือผมยังเช็คอินจากผู่ตง (Pudong) ไปนาริตะไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะผ่านตม.จีนยังไง (อย่างไรก็ตามในวันเดียวกัน @SUTYOD ที่มาในคืนเดียวกันได้เล่าให้ฟังว่าเครื่องของ China Southern Airline ซึ่งต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ผู่ตงเช่นกัน ไม่ต้องผ่านตรวจคนเข้าเมือง สามารถเปลี่ยนเครื่องได้เลย สันนิษฐานว่าเนื่องจากเป็นสายการบินของจีนเอง และสายการบินเดียวกัน) 

ขอบคุณพระเจ้าอย่างหนึ่งที่ตัดสินใจพัก Capsule Hotel เพื่อเป็นประสพการณ์ ทำให้ต้องจัดของลงกระเป๋าใบเล็กเพื่อให้เก็บในล็อกเกอร์ที่โรงแรมได้ (ไปซักผ้าด้วยเครื่องหยอดเหรียญเอาดาบหน้า) ทำให้ผมไม่มีกระเป๋าต้องลงใต้เครื่องให้ยุ่งยากโดยปริยาย และคิดหาทางแก้ปัญหา โดยได้คำตอบให้ตัวเองดังนี้
  1. เหตุการณ์อย่างนี้น่าจะเกิดขึ้นกับนักเดินทางที่หาตั๋วราคาถูกและต่อเครื่องที่สนามบินอื่นในจีนมาก่อน ไม่น่าจะกังวลมาก
  2. ในสถานการณ์ที่แย่ที่สุดก็คือถูกส่งตัวออกนอกประเทศเพราะไม่มีวีซ่าก็ยังเข้าทางอยู่ดีคือออกมาขึ้นเครื่องต่อไปนาริตะ (แม้ว่าอาจจะถูกขึ้นบัญชีห้ามเข้าประเทศ -ฮา-)
ก็เลยเลิกคิดถึงเรื่องนี้แต่ก็อ่านคำแนะนำของ ANA ในการใช้สนามบินผู่ตงตามลิ้งค์นี้

เที่ยวแบบซำเหมาแต่เข้าเล้าจน์การบินไทย

ที่จริงก็ไม่เชิงซำเหมาหรอกแต่แบบประหยัด (ซึ่งสุดท้ายก็จ่ายไปเยอะอยู่ดี) แต่ว่าตั๋วที่ได้มาเป็นของการบินไทยซึ่งนานๆ จะได้ใช้บริการ ก็เลยใช้สิทธิ์บัตรเครดิตเสียหน่อย อยากรู้ว่าใช้ของใครได้ดู 19 บัตรเครดิตที่ใช้ห้องรับรองในสนามบินได้ฟรี ส่วนในครั้งนี้ใช้บริการของธนาคารสีเขียว

บางส่วนของมื้อดึกที่เล้าจน์การบินไทย

ขึ้นเครื่อง

TG 662 กรุงเทพ-เซี่ยงไฮ้ เป็นเครื่อง Airbus A330 ซึ่งผมได้ที่ค่อนข้างสบายคือแถวกลางติดทางเดินและที่นั่งถัดไปสองที่ไม่มีคน เที่ยวนี้คนค่อนข้างน้อยเพราะไปถึงผู่ตงเช้ามากคือก่อน 6:00 เวลาท้องถิ่น ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมงกว่าๆ จากเดิมคิดว่าจะหลับบนเครื่องได้ก็ไม่หลับทำให้เหนื่อยมาก ที่นั่งมีช่องเสียบ USB เพื่อเล่นเพลงหรือหนังได้ แค่ผมเอามาชาร์จแบต Galaxy Note II
ที่นั่งบน TG 662

ถึงผู่ตง

ก็ต้องลากกระเป๋าออกไปตามที่ ANA ให้คำแนะนำไว้ ทุกคนไปออกตรวจคนเข้าเมือง ระหว่างรอแถวผมคิดว่าเจ้าหน้าที่น่าจะต้องถามเรื่องวีซ่าเลยเตรียม E-Ticket ที่พิมพ์เอาไว้ออกจากเป้ และแน่นอนเมื่อเจ้าหน้าที่ไม่พบวีซ่าของผมก็ถาม เมื่อบอกว่าจะต่อเครื่องก็ขอดู E-Ticket ตามที่คิดไว้ก็ยื่นให้ เจ้าหน้าที่ถามหา Supervisor เพื่อขอตราประทับวีซ่าชั่วคราวเขียนว่า Temporary Entry ให้ตั้ง 1 วัน

ออกมาก็หาทางขึ้นไปยัง Departure Terminal เพื่อหาทางเช็คอินกับ ANA แต่... Counter เปิด 7:45 อีกตั้งชั่วโมงครึ่ง ก็ได้แต่เตร็ดเตร่แถวนั้น หาร้านกาแฟที่รับบัตรเครดิตแถวนั้นไม่ได้ เงินหยวนก็ไม่ได้เตรียมมา ก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องใช้นี่นา

ยังดีที่หน้าห้องน้ำที่สนามบินผู่ตงมีน้ำดื่มให้ดื่มฟรี หลังจากทำธุรส่วนตัวเสร็จก็ออกมานั่งรอ แถวที่นั่งรอมีปลั๊กไฟแบบ Universal ให้ เลยชาร์จ Note II ต่อให้เต็ม (เป็นความนอยด์ของผมเองแหละ ที่จริงก็หิ้ว Mobile Charger มาด้วย)
ถ่ายที่สนามบินผู่ตง (Pudong) เซี่ยงไฮ้

เมี่อถึงเวลาเช็คอินก็ลากกระเป๋าเข้าไปรอไม่นานนักเป็นคิวที่ 3 เจอปัญหานิดหน่อยเนื่องจากไม่ค่อยมีคนไทยใช้เส้นทาง เซี่ยงไฮ้-โตเกียว และพาสปอร์ตที่ไม่มีวีซ่าเข้าญี่ปุ่น กว่าจะเช็คอินได้เล่นเอาเหนื่อยเหมือนกัน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้าออก Boarding Pass ให้ ต้องอธิบายว่าคนไทยสามารถเข้าญี่ปุ่นได้เป็นเวลา 15 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า กว่าจะออก Boarding Pass ให้ต้องตาม Supervisor มาและหาจนเจอว่าไม่ต้องใช้วีซ่าจริงๆ

เอิ่ม ครั้งหน้าจะไม่ใช้เส้นทางแปลกๆแล้ว

มื้อเช้ากับ Burger King

หลังจากผ่านตรวจคนเข้าเมืองเข้ามาก็หาอะไรกิน แต่ก็อย่างว่าอาหารในสนามบินแพงอยู่แล้ว นอกจากสนามบินอินชอน ไม่เตยเจอสนามบินไหนที่ขายอาหารถูกเลย แต่ทนหิวมาสองชั่วโมงก็หาอาหารเช้าและกาแฟกินที่ Burger King แต่ แงๆๆๆ มันไม่ขายวอปเปอร์ ขายแต่ชุดอาหารเช้า แลยต้องสั่งครัวซองมากินกับกาแฟ หมดไป 24.50 หยวน (128.20 บาท)

ที่ร้านสามารถใช้ WiFi Internet ได้ แต่ก็อย่างที่ทราบกับ Facebook กับ Twitter ใช้ไม่ได้ จึงใช้เทคนิคที่หลายคนใช้กันก็คือผ่าน Instagram ก็ได้ผลดี

เพื่อนร่วมทาง

จากผู่ตงไปนาริตะบน Boeing 777-200 ได้นั่งที่นั่งตรง Emergency Exit นั่นหมายความว่าเหยีดขาได้ แต่ก็โดนกำชับเรื่องขั้นตอนเมื่อเกิดเหตุการณ์สองสามครั้งตั้งแต่ตอนเช็คอิน จนนั่งบนเครื่องหลังสาธิตการใช้อุปกรณ์นิรภัยต่างๆ

ทุกครั้งที่เดินทางผมมักจะชอบสนทนากับผู้ร่วมเดินทางเสมอ ถ้าเขาไม่หลับหรือดูหนัง ครั้งนี้ก็เช่นกัน ได้พบกับสามีภรรยาชาวญี่ปุ่นซึ่งเกษียณแล้ว มาเที่ยวเซี่ยงไฮ้กันสองคน ทั้งสองก็แปลกใจที่ผมเดินทางคนเดียวแล้วก็ถามว่าจะไปที่ไหนอย่างไร สามีชื่อ Suetake ภาษาอังกฤษค่อนข้างดีเคยเป็นวิศวกรไฟฟ้าอยู่มิตซูบิชิ ทำเกี่ยวกับมอเตอร์ อาศัยอยู่ชานกรุงโตเกียว

ก่อนที่เครื่องจะลงที่นาริตะท่านได้ให้เบอร์โทรศัพท์และ email ไว้เผื่อฉุกเฉิน ซึ่งก็ไม่ได้ใช้หรอกครับ แต่ก็ได้ email ไปขอบคุณก่อนออกจากโอซากา คุยกันจนลงเครื่องและแยกกันที่ตม.

ผ่านตม.

ใช้เวลาที่ตม.ไม่นานนักประมาณ 15 นาทีเพราะมีทัวร์จีนลงมาด้วยก็จะขลุกขลักเพราะลูกทัวร์จีนหลายคนลืมกรอกเอกสารบางอย่างจึงต้องออกมานอกแถว โดยจะมีเจ้าหน้าที่สองคนคอยเดินตรวจดูว่าเอกสารกรอกครบถ้วนหรือไม่ ส่วนผมผ่านออกมาง่ายๆ

จบตอนที่ 1.1

ตอนที่เกี่ยวข้อง

31 ตุลาคม 2556

เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 0 วางแผน

นี่เเป็นบันทึกการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรกของผมที่น่าจดจำ ได้ประสพการณ์ใหม่ๆ ได้ไปเห็นในสิ่งทั้งที่ตั้งใจไว้และไม่ได้ตั้งใจ และมีความรู้สึกว่าอยากเที่ยวต่อไม่อยากกลับ

การเดินทางครั้งนี้สนุกตั้งแต่วางแผนการเดินทาง ตั้งแต่การนัดวันว่างเพื่อนทางทวิตเตอร์เพื่อไปเที่ยวด้วยกัน นัดเพื่อนที่เกาหลี วางแผนเส้นทางการท่องเที่ยว การวางแผนแลกไมล์สายการบินยูไนเต็ดที่มีอยู่เพื่อจะไปทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีให้ได้ตามเวลานัด การจองห้องพักเพื่อลองที่พักแบบแปลกๆ การวางแผนการเดินทางโดยพาหนะต่างๆ การหา SIM โทรศัพท์เพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต และอื่นๆอีกมากมาย

นัดหมาย @PearlyBear

ได้รู้จักน้องมุกผ่านทางทวิตเตอร์มาสักสองปีแต่ไม่เคยเจอตัว น้องเรียนอยู่ที่โตเกียวทางด้าน Information Security (ทราบภายหลังว่าเรียนอยู่โทได โอ้อะไรจะเก่งปานนั้น) มา Follow ผมเนื่องจากผมทำงานทางด้านนี้มานาน เมื่อจะไปญี่ปุ่นจึงถามว่าในช่วงที่ลาพักผ่อนไปนั้นว่างช่วงไหน เพราะญี่ปุ่นยังมีเรียนในช่วงนี้ เมื่อได้รับคำตอบว่าว่างวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม จึงวางแผนคร่าวๆ ว่าไปถึงโตเกียวสักวันที่ 18 ตุลาคม และออกจากญี่ปุ่นเพื่อไปโซลสักวันที่ 25 ตุลาคม เนื่องจากเพื่อนที่เกาหลีซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่แทกู (Daegu) สามารถมาพบที่โซลได้วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม และอาจจะกลับกรุงเทพในวันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม

เส้นทางการท่องเที่ยว

แต่แรกคิดว่าจะเดินทางขึ้นเหนือไปออกที่ซัปโปโร แต่ได้รับคำแนะนำจากหลายคนว่าซัปโปโรไปช่วงฤดูหนาวจะดีกว่าและเที่ยวทั้งฮอกไกโดไปเลย จึงเปลี่ยนแผนลงใต้เที่ยวเฉพาะเกาะฮอนชู และไปโซลโดยออกจากสนามบินคันไซ (โอซากา)

เป้าหมายหลักครั้งนี้คือไปดู Gundam RX78-2 ขนาด 1:1 ที่ Diver City โอไดบะ ไปหาฟูจิซังที่สถานีที่ 5 (Mount Fuji 5th Station) ล่องทะเลสาบคาวากูจิโกะ (Kawaguchiko) ตามรอยอิคคิวซังที่วัดคิงคาคูจิ (Kinkaku-ji) และลิ้มลองเนื้อโกเบ แผนการคร่าวๆ คือ
  • 18/10 ถึงโตเกียวเข้าที่พัก เที่ยวแถวนั้น
  • 19/10 เที่ยวชินจูกุ ฮาราจูกุ ชิบูย่า แล้วไปโอไดบะตอนเย็๋น
  • 20/10 เที่ยวนิกโก ไปเช้า เย็นกลับมาโตเกียว
  • 21/10 ไปหาฟูจิซัง พักที่คาวากูจิโกะ
  • 22/10 เที่ยวแถวทะเลสาบคาวากูจิโกะ
  • 23/10 เที่ยวเกียวโต
  • 24/10 เที่ยวโกเบ หาเนื้อโกเบรับประทาน
  • 25/10 เที่ยวโอซากา เย็นไปโซล
แต่เมื่อดูรายละเอียดของนิกโกแล้วพบว่า ไปค้างคืนจะดีกว่าจึงเปลี่ยนแผนเป็นเที่ยวโตเกียวในวันที่ 20 แทน

แลกไมล์จองตั๋วเครื่องบิน

เนื่องจากไมล์ที่ผมบินสะสมไว้กับสายการบินยูไนเต็ดนั้นเหลืออยู่ประมาณ 70,000 ไมล์จึงทำการหาตั๋วที่ว่างในช่วงนั้นตามวันที่กำหนดไว้ ไมล์ของยูไนเต็ดสามารถแลกบินกันสายการบินพันธมิตร Star Alliance ได้ทุกสายการบินที่มีที่ว่างสำหรับการแลกไมล์ในแต่ละเส้นทาง โดยสามารถค้นหาเที่ยวบินเพื่อแลกไมล์ได้ผ่านทาง www.united.com ซึ่งสะดวกมาก สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้ตามที่ต้องการ อย่างไรก็ตามจากกรุงเทพฯไปโตเกียวไม่ได้บินตรงแต่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ผู่ตง (PVG-Pudong) เซี่ยงไฮ้ ซึ่งก็มีความขลุกขลักเล็กน้อย จะเล่าให้ฟังในตอนที่ 1.1 จากสุวรรณภูมิถึงนาริตะ (BKK-NRT)

แม้จะแลกไมล์แต่ก็ต้องเสียภาษีสนามบินบวก Surcharge 92.90 USD และค่าธรรมเนียมแลกไมล์อีก 75 USD โดยตัดผ่านบัตรเครดิตทั้งหมด

จองห้องพัก

ในช่วงที่จองห้องพัก Agoda มีโปรโมชันร่วมกับบัตรเครดิตสองสามแห่งที่ลดเพิ่มอีก 7% จึงได้จองกับ Agoda เป็นหลัก อย่างไรก็ตามก็ให้ Trip Advisor เปรียบเทียบราคากับเว็บอื่นๆ ให้ด้วย โดยมีเงื่อนไขดังนี้
  • ราคาต่อคืนให้อยู่ราวๆ 1,000 บาท ยกเว้นที่คาวากูจิโกะขอราคาสูงได้ไม่เกิน 3,000 บาท แต่ขอมีออนเซ็นด้วย
  • สถานที่ที่โตเกียวต้องอยู่ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุหรือชิบูย่า ใกล้กับที่พักของน้องมุกเพื่อสะดวกในการนัดพบ ทั้งที่โตเกียวและโอซากาต้องไม่ห่างสถานีรถไฟหรือรถใต้ดิน ส่วนที่คาวากูจิโกะขอให้มีรถถึงก็พอ
ใช้เวลาพิจารณาอยู่นานเรื่องที่พัก เปรียบเทียบคะแนนรีวิวด้วย โดยเลือกจากโอซากาย้อนกลับมาโตเกียวเพราะมีตัวเลือกเยอะมากและได้ที่พักดังนี้

  • 18-20 พักที่ Shinjuku Kuyakushomae Capsule Hotel ใกล้สถานีชินจูกุ และ ชินจูกุซานโจเมะ (Shinjuku 3-Chome) จองกับ Expedia เป็นโรงแรมแคปซูลซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอน 1.2 จากนาริตะถึงชินจูกุ
  • 21 พักที่ Guesthouse Sakuya จองกับ Agoda
  • 22 ไม่ได้จองเพราะกะว่าจะค้างคืนบนรถบัสจากคาวากูจิโกะไปเกียวโต
  • 23-24 พักที่ First Cabin Midosuji-Namba ติดกับสถานีรถใต้ดินนัมบะ จองกับ Agoda คล้ายโรงแรมแคปซูลแต่ใหญ่และสะดวกกว่า

วางแผนการเดินทางไปยังจุดต่างๆ

เนื่องจากต้องไปหลายที่จึงต้องวางแผนเรื่องพาหนะมากสักหน่อย โดยทั่วไปเที่ยวญี่ปุ่นหลายวันคนมักจะแนะนำให้ใช้ JR Pass แต่ผมพบว่า Pass ต่างๆ ของ JR จะไม่คุ้มถ้าไม่ได้เดินทางไปไกลๆ ประเด็นหลักคือการตัดสินใจไปคาวากูจิโกะจากชินจูกุ และต่อไปยังเกียวโตถ้าพึ่งรถไฟ JR จะอ้อมมากและหลายต่อเกินไป จึงตัดสินใจไม่ซื้อ JR Pass ตัวเลือก JR Kanto Pass 3 วัน 8,000 เยนก็ไม่คุ้มเมื่อตัดสินใจไม่ไปนิกโก เลยวางแผนการเดินทางดังนี้
  • 18-20 ใช้ Keisei Skyliner เที่ยวเดียว + Metro Pass 2 วัน 2,980 เยน Skyline ใช้นั่งจากนาริตะมานิปโปริในวันที่ 18 แล้วต่อ JR มาชินจูกุอีก 190 เยน ส่วน Metro Pass ใช้วันที่ 19-20 ซึ่งจำกัดสายอยู่บริเวณโตเกียวชั้นใน ซึ่งเพียงพอต่อการเที่ยวโตเกียวครั้งนี้ ถูกกว่าซื้อแยก Skyliner 2400 เยน + Metro Pass วันละ 700 เยน (http://www.keisei.co.jp/keisei/tetudou/skyliner/us/special/)
  • 19 ตั๋วไปกลับของ Monorail สาย Yurikamome ระหว่างสถานี Shimbashi กับสถานี Daiba เพื่อไปดู Gundam ที่ Diver City 2x310 เยน ซึ่ง Metro Pass ไม่ครอบคลุม
  • 21 รถบัสจากสถานี Shinjuku Express Bus ไปสถานีคาวากูจิโกะ 1,700 เยน
  • 21-22 ที่สถานีคาวากูจิโกะซื้อ Fujisan Fujigoko Passport 3 วัน ใช้นั่งรถบัสไปสถานีที่ 5 ภูเขาฟูจิ ไปกลับ 1 รอบ และรถ Retro Bus แถวทะเลสาบคาวากูจิโกะและไซโกได้ 3 วัน ราคา 3,800 เยน ถูกกว่าซื้อแยก (รถบัสไปสถานีที่ 5 ภูเขาฟูจิ ไปกลับ 2,000 เยน Passport 2 วัน 2,500 เยน)
  • 22 รถบัสจากสถานีคาวากูจิโกะไปเกียวโต 8,000 เยน ค้างคืนบนรถ
  • 23-24 ที่สถานีเกียวโตซื้อ Kansai Thru Pass 2 วัน 3,800 เยนใช้นั่งรถไฟ รถใต้ดิน รถประจำทาง ในเขตคันไซ ซึ่งรวมเกียวโต โอซาก้า โกเบ และนารา เกือบทุกสายยกเว้น JR ที่ไม่ซื้อ 3 วัน 5,000 เยน เพราะวันที่ 25 ไปสนามบินคันไซอย่างเดียวแค่ 890 เยน (http://www.surutto.com/tickets/kansai_thru_english.html)
  • 25 สถานีนัมบะนันไกถึงสนามบินคันไซ (KIX) 890 เยน

Internet Data SIM

ชีวิตที่ขาดอินเทอร์เน็ตและ Social Network ก็ไม่สะดวกนักสำหรับผม จากการเสาะหาก็พบ SIM ของ b-mobile ซึ่งใช้เครือข่ายของ DoCoMo รองรับ 3G ที่ความถี่ 2.1 GHz ได้ 1GB 14 วันราคา 3,980 เยน (http://www.bmobile.ne.jp/english/product.html) สั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ต มีบริการส่งให้ที่พักในเมืองใหญ่ฟรีแต่ต้องนัดช่วงเวลา แต่ถ้าไปรับที่ไปรษณีย์ที่สนามบินจะต้องเพิ่มเงินอีก 210 เยน ซึ่งผมเลือกไปรับที่ไปรษณีย์สนามบินนาริตะเทอร์มินัล 1 เนื่องจากผมไม่แน่ใจว่าจะไปถึงโรงแรมเวลาไหนและต้องการ Google Map + GPS หาทางจากสถานีชินจูกุไปยังโรงแรม

น้องมุกยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับบริการ Pocket WiFi เช่าไปจากเมืองไทยได้เลยวันละ 200 บาทที่ https://www.facebook.com/iwifiFan ซึ่งถ้าไปไม่กี่วันน่าจะคุ้มกว่า

เดินทางเยอะกระเป๋าต้องเล็ก

เมื่อเลือกพัก Capsule Hotel และต้องฝากกระเป๋าที่สถานีคาวากูจิโกะสองวัน (ก่อนเข้าที่พักและหลังจากออกจากที่พัก) ที่เกียวโต 1 วัน ขนาดกระเป๋าเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง แต่ว่าขนาดเท่าไรเรามาดูกัน

ที่ญี่ปุ่นจากการค้นคว้าข้อมูลเรื่องขนาด Locker แบบหยอดเหรียญตามสถานีรถไฟแต่ละที่มีขนาดมาตรฐานสามารถดูได้จาก https://www.jreast.co.jp/e//stations/pdf/info_coinlocker.pdf ซึ่งขนาดมาตรฐานเล็กสุด 300 เยน คือ H400 x W340 x D570 mm3 เป็นขนาดที่ผมจะเอากระเป๋าไปตามรูป
กระเป๋าที่เอาไป เป้จะติดตัวตลอดไม่ฝาก
ล็อกเกอร์ขนาดมาตรฐาน 300 เยน ภาพถ่ายที่สถานีรถไฟ Karasuma เกียวโต
ล็อกเกอร์เปล่าก่อนใส่กระเป๋าที่เอาไป
ล็อกเกอร์เมื่อใส่กระเป๋าแล้วดันจนสุด
เสื้อผ้าก็ไม่ได้เอาไปจนครบวัน เผื่อไว้แค่ 5 วันเท่านั้นซึ่งต้องซักระหว่างทาง จะเล่าให้ฟังถึงการใช้เครื่องซักผ้าและอบผ้าแบบหยอดเหรียญในตอนต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตามมีใบสั่งซื้อของ :P ซึ่งไม่สามารถใส่กระเป๋าใบนี้กลับมาได้ แผนการก็คือซื้อกระเป๋าใบใหม่ที่โอซาก้าแล้วใส่ของฝากขนกลับมา แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามแผนนัก ไว้จะเล่าให้ฟังต่อไป

วางแผนการใช้รถไฟ-รถใต้ดินด้วย Hyperdia

เสี่ยเติ้งแห่งร้านเรียนดี นครสวรรค์ (Atid Wangsuekul) แนะนำให้ลงโปรแกรม Hyperdia บน Android แต่ที่จริงใช้บน Web ก็มีที่ http://www.hyperdia.com/ ใช้ในการหาเส้นทางต่อรถไฟและรถใต้ดินที่ถูกต้อง เวลาแม่นยำ เชื่อถือได้ทั่วญี่ปุ่น มีติดตัวไว้ได้ใช้แน่ พร้อมบอกราคาเสร็จสรรพ จะเอาเร็วหรือเอาราคาเป็นที่ตั้ง เลือกเอาได้ แต่การป้อนชื่อสถานีต้องตรงเช่น สถานีนัมบะ

  • JR ต้องป้อน JR-NAMBA
  • รถใต้ดินต้องป้อน NAMBA (SUBWAY)
  • สายนันไกต้องป้อน NAMBA (NANKAI)
  • สาย Hanshin ต้องป้อน OSAKA-NAMBA

Hyperdia บน Android
อย่างไรก็ตามไม่ต้องกังวลมาก หากป้อนผิดสถานีโปรแกรมจะบอกให้เราเดินไปสถานีที่ถูก หรือหาเส้นทางอื่นให้

จบตอนที่ 0

ตอนที่เกี่ยวข้อง
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1.1 จากสุวรรณภูมิถึงนาริตะ
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 1.2 จากนาริตะถึงชินจูกุ
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2.1 Tokyo Metro Pass และ อาซะกุสะ
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2.2 ก่อนไปดูกันดั้ม เที่ยวอูเอโนะ (Ueno) และกินซ่า (Ginza)
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 2.3 Gundam ที่โอไดบะ (Odaiba)
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 3 ซูชิทำให้วันนี้ไม่หดหู่
เที่ยวญี่ปุ่น ตอนที่ 4.1 จากชินจูกุถึงฟูจิซัง