20 ตุลาคม 2560

National Digital Identity: Chapter 1 ผมมาเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ได้อย่างไร

โครงการ Digital Identity ของประเทศไทย

บทความที่เขียนเกี่ยวกับ Digital Identity ที่จะเขียนต่อไปนี้ ไม่ได้เป็นข้อมูลที่เป็นทางการของโครงการแม้ว่าผมจะเป็นหนึ่งในทีมงานด้านเทคนิคก็ตาม แต่จะเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมที่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการนี้มาเป็นระยะเวลานานส่วนการดำเนินงานของโครงการ เป็นไปในทิศทางใดอาจจะไม่ได้เหมือนอย่างที่ผมได้พูดถึงก็ได้

ขอย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยผมทำงานให้กับบริษัท IT ชั้นนำแห่งหนึ่ง ผมได้มีโอกาสไปงาน CeBIT ในเดือนมีนาคมปี 2010 ได้งานนั้นสิ่งที่ผมสนใจมากอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของ e-ID ของประเทศเยอรมันและของประเทศอื่นๆในกลุ่มยุโรป เทคโนโลยีในตอนนั้นพึ่งพาเรื่องบัตรประชาชนที่เป็นสมาร์ทการ์ดเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นอยู่ในรูปบัตรหรือเป็น USB Token เพื่อใช้ในการธุรกรรมต่างๆ ไม่แค่เพียงของรัฐ แต่ยังโยงไปถึงธุรกรรมเกี่ยวกับ ธนาคาร การเงินฯลฯ ในตอนนั้นก็กลับมาย้อนนึกว่าทำไมเราถึงไม่สามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนของเราซึ่งเป็นสมาร์ทการ์ดเช่นกันทำธุรกรรมแบบนั้นได้ แต่เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรงก็ได้แต่คิดและเก็บเอาเรื่องนี้ไว้ในใจ

จนมาถึงเดือนกันยายนปี 2015 ได้ไปเที่ยวที่อัมพวากับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Security กลุ่มใหญ่ ขากลับได้ติดรถของผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ได้คุยกันระหว่างทางกลับมากรุงเทพหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องนั้นก็มีเรื่อง e-ID ของเยอรมัน แล้วก็พูดถึงความตั้งใจที่ อยากให้เมืองไทยใช้ Digital Identity ผ่านบัตรประชาชนได้ แต่ตอนนั้นผมยังมองเรื่อง Digital Identity ค่อนข้างแคบไปหน่อย ต่อมาผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นก็ได้ทำโครงการเรื่องนี้ Digital Identity ให้กับหน่วยงานหนึ่ง

หลังจากนั้นกระแสเรื่องของการพิสูจน์ตัวตนผ่านทางอุปกรณ์ Mobile เช่น Smartphone ก็เริ่มมาถึงวงการธนาคารในกระบวนการเช่นการทำ E-KYC (Know Your Customer) การพิสูจน์ตัวตนลูกค้า E-Consent การให้ความยินยอมเปิดเผยข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกลายเป็นว่าความต้องการหลักเป็นเรื่องเดียวกันก็คือทำอย่างไรถึงจะพิสูจน์ทราบได้ว่าผู้ที่จะมาทำธุรกรรมนั้นเป็นบุคคลตามที่กล่าวอ้างจริงๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแค่เฉพาะในวงการธนาคารก็มีแนวคิดที่จะทำเรื่อง Digital Identity ออกไปหลายหลายรูปแบบ แต่ไม่ว่ารูปแบบไหนก็ต้องกลับมาเกี่ยวข้องกับผมซึ่งทำงานในสายงาน Information Security อยู่ดี ในรายการที่ผมต้องไปเกี่ยวข้อง หลายเรื่องนั้นก็มีวิธีการออกแบบที่ไม่ดีเลย

หมายความว่าอย่างไร ปกติในการออกแบบกระบวนการหรือวิธีการที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง information Security เหล่านี้ผมมักจะสร้างแบบจำลองสถานการณ์ที่สามารถละเมิดกระบวนการเหล่านี้แล้วทดสอบว่ามีโอกาสเป็นไปได้หรือไม่ (Misuse Case Scenario) ผมพบว่าคนที่พยายามออกแบบกระบวนการเหล่านั้นไม่เคยทดสอบสมมติฐานในรูปแบบการละเมิดขั้นตอนว่าเป็นไปได้หรือไม่ ทำให้ผมต้องพยายามสื่อสารออกไปให้ได้ว่าการออกแบบเหล่านั้นไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อผมเท่าไหร่

โชคดีที่ผมได้ทำงานกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งจบปริญญาเอกทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เข้าใจเรื่องต่างๆในวงการธนาคารเป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาโครงการระดับชาติหลายโครงการ ผมจึงเดินเข้าไปบอกว่า โครงการที่เกี่ยวข้องกับ Digital Identity ที่ทำกันอยู่ไม่มีความปลอดภัย และใช้สถาปัตยกรรมด้านไอทีที่ล้าหลังมากซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว ซึ่งหลังจากอธิบายรายละเอียดต่างๆให้ฟังแล้วเพื่อนผมคนนี้ก็เลยคิดว่าน่าจะรวมโครงการต่างๆนั้นมาเป็นโครงการเดียว และพยายามแยกระหว่างโครงสร้างพื้นฐานของระบบ ออกจากเทคโนโลยีที่จะใช้เพื่อทำการพิสูจน์ตัวตน หลังจากนั้นก็พยายามคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเริ่มต้นรวมโครงการเหล่านี้ร่วมกัน

ทำให้ผมได้มาร่วมงานกับผู้เชี่ยวชาญท่านนั้น ที่ผมได้ติดรถกลับบ้านในเดือนกันยายนปี 2015

จบปฐมบทเรื่อง Digital Identity ของผม

หมายเหตุ: ผมเชื่อว่าคงจะมีคนเขียนบทความที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ในมุมมองของตัวเองออกมาอีกลองอ่านจากหลายมุมมองแล้วปะติดปะต่อกันคงจะเห็นภาพว่าโครงการนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรแล้วแต่ละคนมาทำงานร่วมกันได้อย่างไร

17 ตุลาคม 2560

WPA2 Key Reinstallation Attack (KRACK)

ช่องโหว่ WPA2 ของ Wireless LAN ทำให้ชีวิตดูเหมือนอยู่ยาก แต่อย่างไรก็ตามอาศัยความรู้อันน้อยนิด ให้ความกระจ่างได้ดังนี้
1. เนื่องจากต้องทำ Rouge Access Point in the Middle ดังนั้นถ้าบ้านคุณไม่ใหญ่จนคนมาทำ Access Point ปลอมในบ้านคุณได้ ก็ไม่ต้องวิตกกังวลอะไรนัก หรือแม้แต่ Pocket WiFi ก็ยังไม่น่ากังวล
2. คนที่ต้องกังวลคือคนที่ใช้ Wireless Access Point ในสถานที่ที่ควบคุมไม่ได้ เช่นที่ทำงาน (เวรล่ะ) วิธีแก้คือเดินไปหา Access Point แล้วนั่งทำงานใกล้ๆ ให้สัญญาณแรงๆ เข้าไว้ (ทำได้เรอะ)
แก้ไข: ไปนั่งกินเนื้อย่างคุยกับคนที่อ่าน Paper นี้ครบแล้ว สรุปว่าถ้า Attacker ตั้งใจโจมตีรายคน เอาเสาส่งแบบ Beam ไปยิงเพื่อเปลี่ยน Channel ทำ Man-In-The-Middle Rouge Access Point ได้ ดังนั้นอยู่ใกล้ Access Point ก็อาจไม่ช่วย
3. ส่วนคนที่ใช้ Public WiFi แบบไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ไม่ได้ผลกระทบอะไรเพิ่ม ไม่ปลอดภัยยังไง ก็ไม่ปลอดภัยเท่าเดิม
ทางแก้ ก็ Update WPA2 Patch ของ Wireless LAN Adapter ที่เครื่องตัวเอง ส่วนมือถือถ้าไม่มี WiFi Patch หรือ Update ออกนอกบ้านก็ 3G/4G โลด

Update: Ubuntu ออก WPA Package Update แล้วนะ แก้ Program ชื่อ wpa_supplicant (2.4-0ubuntu6.2) อย่าลืม Update กัน

KRACK Attacks: Bypassing WPA2 against Android and Linux

07 ตุลาคม 2560

Security ใน DevOps ต่างจาก DevSecOps อย่างไร

มีคำถามเรื่อง DevSecOps ว่า Dev กับ Ops ก็มี Security อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมต้องมี DevSecOps เพิ่มขึ้นมา คำตอบของคำถามแรกคือทั้งใช่และไม่ใช่ ส่วนคำถามหลังต้องอธิบายเพิ่มเติม
ในการทำ DevOps ในส่วน Security ที่ควรจะมีอยู่แล้วด้าน Dev ก็คือเรื่องของ Secure Design และ Secure Coding ซึ่งเป็น Practice ที่จำเป็นต้องมีในการ Implementation เช่นการปฏิบัติตาม OWASP Application  Security Verification Standard เป็นต้น อีกด้านคือฝั่ง Ops ที่ควรจะมีโดยพื้นฐานก็เช่นการทำ Hardening หรือ Secure Deployment Process เป็นต้น
แล้ว DevSecOps มาช่วยอะไร
ในการพัฒนา Software นั้นถ้าอ้างอิงตาม Microsoft Security Development Lifecycle (SDL ดู https://www.microsoft.com/en-us/sdl/) การทำ Automation ของ DevSecOps นั้นอยู่ที่ Implementation และ Verification
Microsoft Security Development Lifecycle

ในขั้นตอนหลังจาก Implementation จะต้องมีการทำ Security Practice ก็คือตรวจสอบว่าใช้เครื่องมือในการพัฒนา (Tool Chain) และ Library ที่ได้รับการอนุมัติแล้วหรือเปล่า รวมทั้งการทำ Static Code Analysis  เป็นต้น นี่เป็นขั้นตอนก่อนการ Compile และ Build เพื่อทำ Automate Testing
ขั้นตอน Verification ประกอบด้วยการทำ Dynamic Analysis เช่นทำ Vulnerability Assessment Scanning ทำ Fuzz Testing โดยการลองป้อนข้อมูลที่ไม่อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง (Malformed Data) เพื่อทดสอบว่าแอพพลิเคชั่นสามารถจัดการกับข้อมูลเหล่านี้ได้โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางด้าน Security ไปจนถึงการทํา Penetration Testing ซึ่งขั้นตอนนี้ควรทำหลังจากทำ Automate Testing เสร็จเรียบร้อยแล้ว และก่อน Deployment
นอกเหนือไปจากการตรวจสอบ Security แล้วยังมีส่วนที่ต้องทำการตรวจสอบเพิ่มเติมก็คือการตรวจสอบเพื่อเป็นไปตามการกำกับดูแล (Compliance) สิ่งต่างๆเหล่านี้รวมทั้งหมดแล้วไม่ได้ถูกเขียนไว้ในกระบวนการการทำ DevOps แบบที่ทำโดยทั่วไป
สำหรับท่านที่สนใจสามารถหาอ่านรายละเอียดได้จากเอกสาร White Paper ตามลิงค์ด้านล่าง
http://www.devseccon.com/wp-content/uploads/2017/07/DevSecOps-whitepaper.pdf

07 มิถุนายน 2560

Software Security Requirement Guideline กับการปล่อยไก่ของผม

เรื่องเล่ายามดึก
ตอนเข้ามาเกียรตินาคินใหม่ๆ ได้เขียน Software Security Requirement Guideline ฉบับหนึ่งเพื่อให้ทาง Development Team และ Vendor ทำตาม โดยอ้างอิงจากเอกสารของ OWASP ฉบับหนึ่ง (ซึ่งเดี๋ยวจะบอกทีหลัง) เป็นหลัก โดยมีการปรับแก้เพิ่มเติมบางอย่างตาม IT Policy ของธนาคาร และ Industrial Standard และ Regulation เช่น PCI-DSS หรือ Best Practice ของธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไป (ซึ่งไม่ได้มากมายเพราะส่วนใหญ่ของ OWASP จะดีกว่าอยู่แล้ว)
หลังจากนั้นเอกสารฉบับนี้ก็มีการรวมร่างกับ Software Architecture Requirement กลายเป็น Software Security and Architecture Guideline ล่าสุดคือ Version 4 และผมก็ไม่ได้เขียนเองแล้ว แต่เป็นคน Review
ตัดกลับมาเมื่อคืนวาน น้องในกลุ่ม OWASP บอกว่าหาคนไปพูดเรื่อง
ASVS ในงาน Thailand Security Day อะไรสักอย่างที่ ETDA วันที่ 26 มิถุนายน ผมก็บอกว่า ASVS คืออะไร ไม่เคยได้ยิน สักพักก็มีการส่ง Link ของเอกสารมาให้ เปิดไปดูก็เห็นเขียนว่า OWASP Application Security Verification Standard 3.0.1 (July 2016) เราก็อืม มันเป็นตัวย่อนี่เอง นั่งอ่านไปสักพักก็รู้สึกว่าคุ้นๆ แฮะ นึกไปนึกมาก็จำได้ว่าเราเคยใช้รายการในเอกสารฉบับนี้เขียน Software Security Guideline ของธนาคาร กลับไปเช็คดู เฮ้ย เราใช้ Version 2.0 เป็นต้นฉบับนี่นา
ด้วยอารมณ์ที่คิดว่าต้อง Update รายการให้ทันสมัยเลยส่ง Link ไปให้น้องในทีมที่ดูแลเอกสารต่อ บอกว่าเราต้อง Update ให้กับเอกสาร Software Security and Architecture Guideline แล้วล่ะ
วันนี้น้องในทีมมาบอกว่า พี่ ผมใช้เอกสารของ OWASP ฉบับนี้มาแก้เอกสารของเราในเวอร์ชันปัจจุบันแล้วนะ พี่เป็นคนรีวิวเองด้วย
ไก่วิ่งเต็มที่ทำงาน จับแทบไม่ทัน

02 ธันวาคม 2559

เรามาเขียนโค้ดได้ไง

ไม่แน่ใจว่าชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์หรือเซมิคอนดักเตอร์อิเลคทรอนิคส์ทำให้เราได้รู้จักกับ Apple ][ กับภาษา Basic เริ่มเขียนโค้ดครั้งแรกตอน ม.3 แต่เขียนบนกระดาษ ไม่มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้เพราะอยู่ต่างจังหวัด กว่าจะได้ใช้ครั้งแรกก็ตอนอยู่ม.4 เพราะเข้ามาเรียนกรุงเทพ ตอนเปลี่ยนมาเป็น MS Windows ใช้หากินจาก VB และ VBA อยู่พักใหญ่
ภาษาที่สองที่เขียนเป็นคือ Assembly บน 6502 โดยได้หนังสือสามจากร้าน Book Chest แถวสยาม ไม่มี Assembler ใช้วิธีเปิดตาราง Opcode เอา แล้วโปรแกรมเป็น Hexadecimal เข้าไปบนเครื่อง Apple ][ ของเพื่อน ต่อมาจึงขยับขยายเป็น Z-80, 8048, 8086 และ MCS-51
ภาษาที่สามเป็น Lego เรียนตอนม.4ที่เตรียม สนุกดี แต่ไม่มีสาระ ลืมไปแล้วด้วย
ภาษาที่ 4 คือ FORTRAN เรียนตอนปีหนึ่ง ชอบที่จัดการ Matrix และ Imaigantion Numberได้
ภาษาที่ 5 ที่เขียนได้คือ C โดยได้หนังสือชื่อ ปอกส้มเข้าปาก ที่แถมมาจากวารสารคอมพิวเตอร์ฉบับหนึ่ง ลองหัดเขียนโดยใช้ Microsoft C ซึ่งเป็น Command Line Compiler แล้วจึงย้ายมาใช้ Turbo C เพราะเป็น IDE รุ่นแรกๆ บน MSDOS ชอบเพราะสั้นและทำ Bitwise Operation ได้เหมือน Assembly ตอนนี้ชำนาญเป็นอันดับหนึ่ง
ภาษาที่ 6 คือ Pascal โดย Turbo Pascal ไม่ชอบภาษานี้เพราะเยิ่นเย้อ ไม่ชอบการแยก Procedure กะ Function
ภาษาที่ 7 คือ C++ อ่านตอนอยู่ปี 1 แต่ไม่เชี่ยวชาญมาก มาเชี่ยวตอนเล่น Linux กะเขียนโปรแกรมลง Microsoft Pocket PC เลยเถิดมาบน ARM Embeded System เชี่ยวเป็นลำดับที่ 2
ภาษาที่ 8 คือ COBOL ตอนเรียนภาคคอม ลืมไปแล้ว
ภาษาที่ 9 คือ Java ตอนที่ออกใหม่ๆ เขียน Applet บน Web หลังๆ พอมาดังบน J2EE แล้วก็ไม่ค่อยได้เขียน
ภาษาที่ 10 คือ JavaScript เพราะต้องเขียน Web Page ให้มีลูกเล่น เป็นเหตุให้ต้องเรียนรู้ DOM ในเวลาต่อมา
ภาษาที่ 11 คือ VBScript บน ASP Classic ที่ออกมาพร้อม IIS 3 เป็น Server Side Scripting แรกที่หัด
ภาษาที่ 12 คือ PHP ตอนเขียน Web Server Component Linux ช่วงแรกๆ แต่ก็เลยเถิดมาไกล ใช้เยอะมากจนถนัดเป็นอันดับสาม รู้ไส้รู้พุงดีว่า Security มันเป็นไง
ภาษาที่ 13 คือ Python ไม่เชี่ยวแต่เขียน GUI ได้ก็แล้วกัน มาหัดตอนอยู่ที่เกียรตินาคินเพราะเห็น exploit code ส่วนใหญ่มันเป็น Python

ภาษาที่เป็นแต่ไม่นับก็คือพวก Shell Script เช่น Perl, DOS/Windows Batch, Bash
C# ไม่นับเพราะมันเป็นลูกหลานของ C++
ไม่นับพวก Markup Language แล้วกัน เอาแต่ Programming Language
ว่าจะหัด Ruby เหมือนกันเพราะ Metasploit แต่ตอนนี้ยุ่งเกินกว่าจะหัดใหม่

ไขข้อข้องใจว่าทำไมผมทำ Secure Code Review ได้

26 พฤษภาคม 2559

Data Quality in Data Warehouse


วันนี้ได้มีโอกาสคุยกับ CIO เกี่ยวกับเรื่องการทำระบบ Customer Relationship Management (CRM) ของธนาคาร ซึ่งหัวข้อการสนทนารวมไปถึงการได้มาของข้อมูล ความถูกต้องของข้อมูล การใช้ขัอมูลแบบ Big Data รวมถึงมาตรฐานเกี่ยวกับประเภทข้อมูล

สิ่งที่ได้รับจากการสนทนาพบว่าตัวเองมองข้อมูลใน Data Warehouse ไม่ครบทุกมุมมอง เนื่องจากไม่ได้อยู่ใน Financial Sector มาก่อนหน้านี้เลยมอง Data Warehouse เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลเพื่อไปใช้ในเชิงการตลาดและ CRM แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อมูลที่ใช้เชิงนี้ไม่ได้ต้องการความแม่นยำของข้อมูล (Precision) ในระดับที่สูง เพียงแค่ต้องการความครบถ้วนเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ตามสมมติฐานทางการตลาดที่ตั้งขึ้น หรือหา Insight

แต่ข้อมูลใน Data Warehouse ของ Financial Sector ต้องการความแม่นยำของข้อมูลที่สูงเพื่อนำไปใช้ตามกฏระเบียบ (Regulation) ด้วย เช่น Basel, SOX เป็นต้น อย่างไรก็ตามข้อมูลชุดนี้ก็นำไปวิเคราะห์ในเชิงการตลาดด้วยเช่นพวก Financial Transaction เป็นต้น

ปัญหาของ Data Quality ใน Data Warehouse จึงอยู่ที่ว่าผู้ที่ดูแลข้อมูลให้ครบถ้วนมักจะโอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งคือ เพื่อ Regulation หรือเพื่อ Analytic หายากมากที่จะคำนึงถึงข้อมูลที่ตอบสนองต่อทั้งสองด้านได้ไปพร้อมๆ กัน ในสถาบันการเงินส่วนใหญ่จึงมุ่งไปทำให้ Data Quality เกิดขึ้นเพื่อด้าน Regulation

ถ้าอย่างนั้นแล้วข้อมูลที่ใช้สำหรับทำ Data Analytic ทางสถาบันการเงินจะเตรียมข้อมูลที่มีคุณภาพเข้าสู่ Data Warehouse อย่างไร สำหรับสถาบันการเงินที่มีงบประมาณในการทำ Data Warehouse มากก็คงกวาดเอาข้อมูลให้มีประเภทของข้อมูลเข้าไปมากที่สุดไว้ก่อน มีคุณภาพหรือไม่ว่ากันทีหลัง แต่สำหรับสถาบันการเงินที่ไม่ได้มีงบประมาณมากขนาดนั้นคงต้องคัดกรองประเภทและคุณภาพของข้อมูลเพื่อให้การวิเคราะห์ทำได้ดีที่สุด

ความยากคงอยู่ที่ข้อมูลประเภทใด Field ไหน Transform อย่างไรที่ควรเข้าไปอยู่ใน Data Warehouse อย่างมีคุณภาพในสภาพที่มีทรัพยากรจำกัดเพื่อการวิเคราะห์ได้เกิดประโยชน์สูงสุด

09 กุมภาพันธ์ 2559

Secure Software Design 101: Fail-Safe / Fail-Secure

ในการออกแบบด้าน Security ต้องมีการคำนึงถึงสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากความผิดพลาด อุบัติเหตุ หรือสถานการณ์ผิดปกติใดๆ ที่ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ โดยทั่วไปมีจุดประสงค์สองประการคือ เพื่อให้ปลอดภัย (Safe) หรือเพื่อความมั่นคง (Secure) ซึ่งสองอย่างนี้ต่างกัน

ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของทั้งสองแบบเช่น ในการออกแบบประตูบริเวณศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งใช้ Access Control ในการควบคุมการเข้าออกศูนย์ข้อมูล ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเช่นเพลิงไหม้ ในบริเวณที่พนักงานนั่งทำงานจะต้องออกแบบให้ Fail-Safe คือหากไฟดับประตูต้องเปิดทันทีเพื่ออพยพคนออก แต่ห้องเครื่องศูนย์ข้อมูลจะต้องออกแบบให้ Fail-Secure คือเมื่อตัดไฟต้องปิดประตูเสมอเพื่อป้องกันคนเข้าถึงเครื่องแม่ข่ายหรืออุปกรณ์เครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

หรือในกรณีอุปกรณ์ Security บนเครือข่าย อุปกรณ์ Firewall จะมีโครงสร้างเป็นแบบ Fail-Secure คือเมื่อมีการขัดข้อง จะแยกเครือข่ายที่เชื่อมกันออกจากกัน ไม่ยอมให้เครือข่ายข้ามถึงกัน แต่ IPS (Intrusion Prevention System) ซึ่งวางขวางระบบเครือข่ายเช่นกันจะทำในทางตรงกันข้าม คือหากขัดข้องจะมีการ Bypass เครือข่ายอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแนวทาง Fail-Safe

แล้วในกรณีการออกแบบซอฟต์แวร์ เราจะใช้หลักการ Fail-Safe หรือ Fail-Secure อย่างไร ขอให้หลักการไว้คร่าวๆ ดังนี้

  • หากอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องการ Availability มากกว่า Confidentiality หรือ Integrity ให้ออกแบบส่วนนั้นเป็น Fail-Safe เช่นการออกแบบ User Interface ต่างๆ บน Web Application เมื่อเกิด Error 4xx หรือ 5xx ก็ควรจะมี Landing Page ให้คำแนะนำกับผู้ใช้ และมีลิ้งค์ไปยังหน้าแรกที่เป็น Static Page หรือหน้า Login เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ดำเนินการที่ทำให้ระบบมีปัญหาเพิ่มขึ้นเช่นกดปุ่ม Refresh ของ Web Page เพื่อทำงานซ้ำ
  • หากอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องการ Confidentiality หรือ Integrity มากกว่า Availability ให้ออกแบบส่วนนั้นเป็น Fail-Secure เช่นการทำ Financial Transaction หากเกิดข้อผิดพลาดทางใดทางหนึ่งเช่นการโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งของอีกธนาคาร สามารถตัดบัญชีต้นทางได้แต่ไม่สามารถเอาเข้าบัญชีปลายทางได้ไม่ว่าจะเกิดจากระบบที่ใช้โอน ผู้ให้บริการโอน (Switching) การสื่อสารขัดข้อง หรือกรณีใดก็แล้วแต่ จะต้องทำการย้อนกลับ (Rollback) ทันที

สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการออกแบบซอฟต์แวร์ที่มีลักษณะ Fail-Safe/Fail-Secure ให้ได้ดีคือการจำลองกรณีผิดพลาดให้ได้มากที่สุดว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง แล้วหาเส้นแบ่งในการตรวจสอบข้อผิดพลาดนั้นๆ (Threshold) เพื่อตัดสินใจว่าจะเข้าสู่กระบวนการจัดการความล้มเหลวของระบบ

จำไว้เสมอว่าซอฟต์แวร์ที่ดี ต้องออกแบบให้มีการจัดการข้อผิดพลาดเมื่อระบบส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานล่มไม่เป็นไปตามความต้องการ

ตอนที่เกี่ยวข้อง