ผมต้องออกตัวก่อนว่าไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลวางแผนกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของประเทศ แน่นอนว่าผมย่อมอยากเห็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้พัฒนา แต่ไม่เชื่อว่าการที่รัฐกู้เงินมาเพื่อทำเองจะเป็นทางออกที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้
ผมสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะแบบราง และชูสองมือเห็นด้วย การปรับปรุงเรื่องระบบรางรถไฟให้เป็นรางคู่เป็นความฝันของผม แม้ว่าจะไม่ชอบขนาดรางกว้าง 1.0 เมตรของการรถไฟ และชอบมาตรฐาน 1.435 เมตรมากกว่า รถไฟความเร็วสูงจะเกิดได้จริงต้องไม่ใช่ราง 1.0 เมตร อย่างไรก็ตามผมไม่เชื่อว่าการมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสามเส้นทางจะลดการเดินทางด้วยรถยนต์ไปได้มากถ้าระบบรางที่รองรับต่อจากเส้นทางความเร็วสูงไปส่วนอื่นๆเหมือนกิ่งก้านของต้นไม้ไม่ได้มีการรองรับอย่างเพียงพอ
สำหรับผมแล้วการลดต้นทุนของการขนส่ง (Logistics) ด้วยระบบรางที่ไม่ต้องความเร็วสูงแต่ทั่วถึงน่าจะจำเป็นมากกว่า และถ้าเป็นระบบไฟฟ้าได้ก็ยิ่งดี หรือใช้ระบบลูกผสมก็ได้ เพราะน้ำมันคือต้นทุนที่ภาคขนส่งแบกไว้ ไม่ว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จะได้กำไรมากหรือน้อยก็ตาม สิ่งนี้สำคัญมากกว่ารถไฟความเร็วสูงสำหรับขนส่งมวลชนเสียอีก
แต่ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการกู้เงิน เราต้องกล่าวถึงว่ารัฐบาลทั่วโลกเขาใช้จ่ายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานประเภทไหนกันแน่ โครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนเองส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่าสินค้าสาธารณะ (Public Goods) คือประชาชนใช้ฟรีโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ถนนที่ไม่เก็บค่าผ่านทาง ปรับปรุงคูคลอง กับอีกกลุ่มคือเก็บเงินแต่ไม่คุ้มที่เอกชนจะสนใจลงทุน ผมจะไม่พูดถึงกรณีเก็บเงินเพื่อเป็นมาตรการในการลดหรือควบคุมการใช้งานในที่นี้
คำถามคือขนส่งระบบรางเข้ากลุ่มไหน ขนส่งระบบรางต้องเสียเงินในงานใช้ และเอกชนน่าจะสนใจลงทุนถ้าให้สัมปทานยาวเพียงพอ ซึ่งในความเห็นผมแล้วไม่ควรกู้เงินมาสร้างแต่ให้สัมปทานแก่เอกชนผ่านการประมูล โดยดูที่ผลตอบแทนและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมากกว่า ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะกู้เงินมาลงทุนเลยแม้แต่น้อย
ถ้ารัฐบาลกู้เงินมาลงทุนแล้วให้หน่วยงานรัฐ เช่นรัฐวิสาหกิจมาดูแล คงไม่พ้นการรถไฟ ซึ่งผมฟันธงตรงนี้ได้ว่า การบริการระดับการรถไฟ Airport Rail Link คงเป็นตัวอย่างที่(ไม่)ดีให้เห็น
ขอพูดเรื่องระบบรางแต่อย่างเดียวก่อนนะครับ ส่วนอื่นยังไม่มีความเห็น แต่คงพอมองออกว่า ไม่ถึง 2 ล้านล้านบาทแน่นอน
อยากจะบันทึกอะไรๆ ไปเรื่อยๆ ดีบ้างเลวบ้างสุดแท้แต่ มีทั้งเรื่อง การเมือง ไอที ความเชื่อ และอื่นๆ จะดีบ้าง อะไรบ้างก็แล้วแต่
26 มีนาคม 2556
27 มกราคม 2556
Wireless N กับการตั้งค่าให้ได้ 300 Mbps
ผมซื้อ Wireless ADSL Router ตัวใหม่มาคือ Buffalo Air Station WBMR-HP-G300H เพราะต้องการ Wireless N 300 Mbps ที่มีทั้ง ADSL และ Gigabit Ethernet อย่างไรก็ตามค่าตั้งต้นไม่สามารถเชื่อมต่อได้ถึง 300 Mbps
หลังจากพยายามหลายสัปดาห์ก็พบบทความชิ้นนี้บนอินเทอร์เน็ต Full Speed 802.11n Needs WPA2 + AES ทำให้รู้ว่า Wireless N ต้องคู่กับ WPA2+AES นะหลังจากที่หลงไปตั้ง WPA2+TKIP เสียตั้งนาน อย่างไรก็ตามก็ยังได้แค่ 150 Mbps
สิ่งที่ต้องตั้งเพิ่มก็คือ Bandwidth ที่ใช้ ซึ่งปกติแล้วถูกตั้งไว้ที่ 20 MHz ก็ต้องปรับเป็น 40 MHz คราวนี้ก็ได้เป็น 300 Mbps เรียบร้อยตามรูปด้านล่าง
หลังจากพยายามหลายสัปดาห์ก็พบบทความชิ้นนี้บนอินเทอร์เน็ต Full Speed 802.11n Needs WPA2 + AES ทำให้รู้ว่า Wireless N ต้องคู่กับ WPA2+AES นะหลังจากที่หลงไปตั้ง WPA2+TKIP เสียตั้งนาน อย่างไรก็ตามก็ยังได้แค่ 150 Mbps
สิ่งที่ต้องตั้งเพิ่มก็คือ Bandwidth ที่ใช้ ซึ่งปกติแล้วถูกตั้งไว้ที่ 20 MHz ก็ต้องปรับเป็น 40 MHz คราวนี้ก็ได้เป็น 300 Mbps เรียบร้อยตามรูปด้านล่าง
11 มกราคม 2556
Java Zero-Day Exploited (CVE-2013-0422)
Java Zero-Day Exploited (CVE-2013-0422) ใน Java 7 Update 10 มีการใช้ใน Crimeware Kits ชื่อ Blackhole, Nuclear Pack, Cool Exploit Kit, Redkit เป็นต้น Metasploit กำลังจะเผยแพร่รายละเอียดนี้ ดังนั้นช่องโหว่นี้คงจะถูกใช้มากขึ้นเพื่อโจมตีในไม่ช้า และยังไม่มี Patch จาก Oracle
คำแนะนำคือ
- ปิดการใช้งานถ้าไม่จำเป็น
- ถ้าจำเป็นต้องใช้ใน Critical Application/Website ที่ต้องใช้ java ให้ใช้ web browser อื่นเข้าใช้โดย
- ปิดการใช้งาน Java Plug-in ใน Web Browser ที่ใช้งานทั่วไป
- เปิดใช้ Java Plug-in บน Web Browser อีกตัวที่ใช้สำหรับ Website ที่ต้องการใช้ Java จริงๆ เช่นใช้ Firefox ที่ปิด Java Plugin ที่ใช้งาน Internet ทั่วไป และใช้ Internet Explorer ที่เปิด Java Plug-in เพื่อใช้งาน Website ที่ต้องใช้ Java
- ระมัดระวังลิ้งค์ที่ไม่รู้จัก เช่นจาก อีเมล์ โปรแกรมสื่อสารข้อความ หรือเครือข่ายสังคม เป็นต้น
http://malware.dontneedcoffee.com/2013/01/0-day-17u10-spotted-in-while-disable.html
26 ธันวาคม 2555
แนวทางใหม่ของ Trojan ฝัง Code ไว้ที่ Font
ถึงแม้ว่าคนจะใช้ FreeType Font มีอยู่จำนวนน้อยกว่า TrueType, Adobe Type 1 และ OpenType ก็ตามแต่ช่องโหว่นี้ทำให้คนชอบของฟรีโดยที่คิดว่า ไม่ใช่โปรแกรม ก็ไม่ใช่มัลแวร์ โดน Trojan เข้าไปได้ ซึ่งขยายขอบเขตจาก Graphics File ไปเป็น Font File แล้ว ที่น่าสนใจกว่า Graphics File คือ ส่วนใหญ่เมื่อติดตั้ง Font แล้วก็จะไม่ค่อยลบออกและถูกดึงขึ้นมาใช้เสมอเมื่อเครื่องทำงาน
รายละเอียดของช่องโหว่นี้อยู่ด้านล่าง
26 December 2012
Severity: Medium
A remote user can create a specially crafted font file that, when loaded by the target user, will execute arbitrary code on the target system. The code will run with the privileges of the target user or application.
A null pointer dereference can be triggered in bdf_free_font()
[CVE-2012-5668].
An out-of-bounds read in can be triggered in _bdf_parse_glyphs()
[CVE-2012-5669].
An out-of-bounds write can be triggered in _bdf_parse_glyphs()
[CVE-2012-5670].
• UNIX (Any)
รายละเอียดของช่องโหว่นี้อยู่ด้านล่าง
26 December 2012
Severity: Medium
Description:
Several vulnerabilities were reported in FreeType. A remote user can cause arbitrary code to be executed on the target user's system.A remote user can create a specially crafted font file that, when loaded by the target user, will execute arbitrary code on the target system. The code will run with the privileges of the target user or application.
A null pointer dereference can be triggered in bdf_free_font()
[CVE-2012-5668].
An out-of-bounds read in can be triggered in _bdf_parse_glyphs()
[CVE-2012-5669].
An out-of-bounds write can be triggered in _bdf_parse_glyphs()
[CVE-2012-5670].
Impact:
A remote user can create a font file that, when loaded by the target user, will execute arbitrary code on the target user's system.Affected OS:
• Linux (Any),• UNIX (Any)
Affected Version:
• prior to 2.4.1119 สิงหาคม 2555
Bitcoin: Virtual Currency
เงินเป็นตัวแทนในการทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และในปัจจุบันเงินมีอยู่หลายสกุล ไม่ว่าจะเป็น บาท ดอลล่าร์สหรัฐ ยูโร เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีหน่วยงานของรัฐในแต่ละประเทศเป็นผู้รับรองควบคุมและจัดการ เช่นบาทไทยโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ดอลล่าร์สหรัฐโดยธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve System) หรืออาจจะเป็นหน่วยงานอิสระเป็นผู้ควบคุมเช่น เงินสกุลยูโร โดยธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank) เงินในสกุลต่างๆเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนไปมาระหว่างสกุลได้
ในยุคไซเบอร์ได้เกิดสกุลเงินที่มีใช้งานเฉพาะบนอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินในเกมออนไลน์ ต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็น Virtual Economy ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งก็มีสกุลเงินของตัวเอง หรือจะเป็นในโลกเสมือนอย่าง Second Life ที่มีสกุลเงินตัวเองที่เรียกว่า Linden Dollars ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลที่ใช้ในโลกจริงจากบางเว็บไซต์ เงินเหล่านี้ก็มีผู้ควบคุมในแต่ละแห่งกำหนดกฏเกณฑ์โดยผู้ให้บริการ
อย่างไรก็ตามยังมีเงินเสมือนสกุลหนึ่งที่แปลกไม่เหมือนใครซึ่งไม่มีหน่วยงานกลางในการควบคุม แม้ว่าจะมีผู้ที่ให้กำเนิดเงินสกุลนี้ก็ตาม แต่ก็ปล่อยการควบคุมมูลค่าและการใช้เงินโดยผู้ใช้ด้วยกันเอง (Peer-to-Peer) เงินสกุลนี้ก็คือ Bitcoin
Wallet จะเก็บยอดเงินคงเหลือ ประวัติการทำธุรกรรม และที่อยู่ของผู้ที่ทำธุรกรรมด้วย แต่จะไม่มีข้อมูลของผู้ใช้เลยว่าเป็นใคร ซึ่งทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ทำธุรกรรมได้คล้ายกับการใช้ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ทำการซื้อขายสินค้าหรือเปลี่ยนมือผู้ถือเงิน
การทำธุรกรรมของ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหรือโอนเงินมีลักษณะเดียวกัน คือเมื่อผู้ส่งจะทำการส่งเงินของตน จะกำหนดมูลค่า Bitcoin ที่จะทำการส่งและต่อท้ายด้วยที่อยู่ของผู้รับ (ซึ่งก็คือ Public Key ของผู้รับ) หลังจากนั้นโปรแกรมทำการ Hash ข้อมูลเป็นการทำ Digital Signature จากนั้นข้อมูลการทำธุรกรรมนี้จะถูกกระจายไปบนเครือข่าย คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายจะทำการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง เมื่อผู้รับได้รับก็จะใช้ Private Key ของตนจับทำการ Sign เพื่อยืนยันการรับเข้า Wallet
เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นที่อยู่ในเครือข่ายนอกจากจะช่วยยืนยันการทำธุรกรรมแล้ว ยังช่วยป้องกันการจ่ายเงินของผู้ส่งก้อนเดียวกันไปยังผู้รับมากกว่าหนึ่งราย (Double-Spending) ซึ่งเป็นปัญหาของเงินดิจิทัลโดยส่วนใหญ่อีกด้วย ในระบบการตรวจสอบแบบนี้จะตรงกันข้ามกับการทำธุรกรรมผ่านระบบที่มีผู้ควบคุมเช่นธนาคาร ซึ่งเน้นการปกปิดรายการธุรกรรมแต่ไม่ได้ปกปิดตัวตนของผู้ทำธุรกรรม แต่ Bitcoin เปิดเผยการทำธุรกรรมแต่ปกปิดตัวตนของผู้ทำธุรกรรม
ในแต่ละ Block ที่ได้มานั้นจะมีมูลค่าไม่เท่ากัน โดย 210,000 Block แรกจะมีมูลค่ามากที่สุดคือ 50 Bitcoin อีก 210,000 Block ถัดไปจะมีมูลค่า 25 Bitcoin และทุกๆ 210,000 Block จะมีมูลค่าลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่ามูลค่ารวมทั้งหมดของ Bitcoin จะไม่เกิน 21 ล้าน
การที่มูลค่ารวมของ Bitcoin มีจำกัด ในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วจึงสามารถใช้เป็นตัวแทนในการซื้อขายได้เหมือนกับเงินจริงสกุลต่างๆ ที่ต้องอิงกับทองคำสำรองของแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศ
แม้ว่าเราสามารถหา Bitcoin Blockได้ด้วยตัวเองก็จริง แต่การหา Bitcoin Block เป็นการลงทุนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่สูงและผู้ที่ขุดหาโดยมากทำเป็นธุรกิจ ผู้ใช้ Bitcoin โดยทั่วไปจึงไม่ได้ขุดหา Bitcoin Block เองแต่จะแลกเปลี่ยนจากผู้ค้า Bitcoin
แม้ว่าจะมีผู้ให้บริการแต่ละท้องที่ก็ตาม ส่วนใหญ่ผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยน Bitcoin กับเงินจริงเป็นปริมาณมากจะไปที่ผู้ให้บริการอย่างเช่น Mt. Gox (https://www.mtgox.com) Bitcoin Market (https://www.Bitcoinmarket.com) หรือ TradeHill (https://www.tradehill.com) ราคาซื้อขายเฉลี่ย ณ.วันที่ 1 กรกฎาคม 2011 อยู่ที่ 16 $US ต่อ 1 Bitcoin ส่วนราคาซื้อขายประจำวันสามารถดูได้จาก http://Bitcoincharts.com/
อย่างไรก็ตามเราสามารถจะเชื่อมต่อระบบ Online Shopping ของเราเข้ากับ Bitcoin ได้ซึ่งมีการให้บริการ Shopping Cart Interface กับ Wallet จากผู้ให้บริการหลายรายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม บริการและ Interface เหล่านี้สามารถ ดูและเลือกบริการได้จาก https://en.Bitcoin.it/wiki/Category:Shopping_Cart_Interfaces
นอกจากนี้เรายังสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อกับโปรแกรม Bitcoin เพื่อทำการทำธุรกรรมอัตโนมัติ โดยผ่าน JSON-RPC API ตามความต้องการเองด้วยก็ได้ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก API Reference ที่ https://en.Bitcoin.it/wiki/API_tutorial_(JSON-RPC)
จุดเด่นของการที่เป็นสกุลเงินที่ไม่มีการควบคุมโดยองค์กรใด แต่ควบคุมโดยชุมชนนั้น กลับทำให้ค่าเงินของ Bitcoin เทียบกับสกุลเงินอื่นแกว่งตัวค่อนข้างสูงมาก โดยจากเดือนเมษายน 2011 มีการซื้อขายอยู่ที่ 1-2 US$ พุ่งสูงไปถึง 31 US$ ช่วงวันที่ 10-11 มิถุนายน 2011 หลังจากนั้นหล่นลงมาอยู่ที่ประมาณ 13-14 US$ ณ วันที่ 18 กรกฎาคม 2011 ซึ่งลักษณะการแกว่งตัวเช่นนี้พบมากกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์มากกว่าที่จะพบในการแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างๆโดยทั่วไปซึ่งมีหน่วยงานของรัฐหรือกลุ่มประเทศเป็นผู้จัดการควบคุมและบริหารค่าเงิน
ดังนั้นการเข้ามาใช้ Bitcoin เพื่อทำธุรกรรมจึงต้องระมัดระวังในเรื่องการแกว่งตัวของมูลค่า Bitcoin ในตลาดให้มาก
เช่นเดียวกับการใช้งาน Application อื่น มิจฉาชีพสามารถฉวยโอกาสใช้การส่ง Malware เพื่อคุกคาม ขโมย Wallet เช่นเดียวกันกับการส่ง Trojan เพื่อขโมยข้อมูลอื่น และเนื่องจาก Wallet เป็น Anonymous ไม่สามารถระบุเจ้าของได้ การโดนขโมย Wallet ก็เช่นเดียวกับการโดนขโมยกระเป๋าเงินที่มีเงินสดอยู่ในนั้น
อย่างไรก็ตามเราสามารถทำให้ Wallet ปลอดภัยได้โดยการทำการเข้ารหัสลับกับแฟ้มข้อมูล Wallet ของ Bitcoin โดยใช้ซอฟต์แวร์จาก Third Party เพื่อใช้เข้ารหัสลับบน Windows ส่วนบน Mac OS และ Linux สามารถทำได้เลยจากตัวระบบปฏิบัติการ รายละเอียดสามารถดูได้จาก https://en.bitcoin.it/wiki/Securing_your_wallet
การที่ Wallet ทุกใบไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ถือได้ ทำให้การทำการฟอกเงินเป็นไปได้ง่าย โดยเงินใน Bitcoin แม้ว่าสามารถติดตามที่มาของเงินจากข้อมูลธุรกรรมที่อยู่ใน Bitcoin แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าใครเป็นผู้ทำธุรกรรม จึงเป็นการง่ายที่ Bitcoin จะถูกใช้เพื่อทำการฟอกเงินดังเช่นกรณีข้างต้น
ในยุคไซเบอร์ได้เกิดสกุลเงินที่มีใช้งานเฉพาะบนอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินในเกมออนไลน์ ต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็น Virtual Economy ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งก็มีสกุลเงินของตัวเอง หรือจะเป็นในโลกเสมือนอย่าง Second Life ที่มีสกุลเงินตัวเองที่เรียกว่า Linden Dollars ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนกับเงินสกุลที่ใช้ในโลกจริงจากบางเว็บไซต์ เงินเหล่านี้ก็มีผู้ควบคุมในแต่ละแห่งกำหนดกฏเกณฑ์โดยผู้ให้บริการ
อย่างไรก็ตามยังมีเงินเสมือนสกุลหนึ่งที่แปลกไม่เหมือนใครซึ่งไม่มีหน่วยงานกลางในการควบคุม แม้ว่าจะมีผู้ที่ให้กำเนิดเงินสกุลนี้ก็ตาม แต่ก็ปล่อยการควบคุมมูลค่าและการใช้เงินโดยผู้ใช้ด้วยกันเอง (Peer-to-Peer) เงินสกุลนี้ก็คือ Bitcoin
Bitcoin คืออะไร
Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นในปี 2009 จากการเสนอบทความของ Satoshi Nakamoto (เพิ่มเติม 2 พฤษภาคม 2016: ต่อมา Craig Wright ออกมาอ้างผ่านทาง BBC, Economist และ GQ ว่าคือตน โดยมีหลักฐานคือ Private Key ของ Bitcoin Block ที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีการโอน โดยเชื่อกันว่าเป็นของ Satoshi Nakamoto อ่านได้ที่ http://www.bbc.com/news/technology-36168863) โดยมีหลักการว่าในการเปลี่ยนมือของเงินนั้นจะมีการทำ Digital Sign กำกับในทุกธุรกรรมที่เกิดขึ้นและมีการยืนยันโดยบุคคลอื่นที่อยู่ในเครือข่ายณ.ขณะนั้น (Peer) ซึ่งในความเป็นจริงก็คือคอมพิวเตอร์อื่นในเครือข่ายที่ใช้งานโปรแกรม Bitcoin อยู่ในขณะนั้น ซึ่งทำให้ Bitcoin แตกต่างจากเงินสกุลอื่นทุกสกุลเพราะตัดการควบคุมของหน่วยงานกลางออกไป อยู่ได้โดยอาศัยการเชื่อใจกันของชุมชนผู้ใช้งาน และในชุมชนนั้นก็ประกอบด้วยผู้ใช้ ร้านค้า ศูนย์รับแลกเปลี่ยนเงินตรากับเงินสกุลที่ใช้ในโลกจริงBitcoin ทำงานอย่างไร
การใช้งาน Bitcoin เริ่มต้นจากการสร้างกระเป๋าเงิน หรือ Wallet ซึ่งเก็บอยู่บนคอมพิวเตอร์โดย Bitcoin ซอฟต์แวร์ (ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.weusecoins.com) หรือเก็บไว้ที่ผู้บริการฝากกระเป๋าเงินซึ่งอยู่บนอินเทอร์เน็ตเช่น MyBitcoin (https://www.myBitcoin.com) Wallet แต่ละใบจะมีที่อยู่ที่ไม่ซ้ำกัน ที่อยู่ได้มาจาก Public Key ของคู่กุญแจที่สร้างจากรหัสแบบกุญแจสาธารณะ (Public-Key Cryptography) โดย Private Key ของคู่กุญแจนั้นใช้เพื่อยืนยันการทำธุรกรรมWallet จะเก็บยอดเงินคงเหลือ ประวัติการทำธุรกรรม และที่อยู่ของผู้ที่ทำธุรกรรมด้วย แต่จะไม่มีข้อมูลของผู้ใช้เลยว่าเป็นใคร ซึ่งทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ทำธุรกรรมได้คล้ายกับการใช้ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ทำการซื้อขายสินค้าหรือเปลี่ยนมือผู้ถือเงิน
การทำธุรกรรมของ Bitcoin ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหรือโอนเงินมีลักษณะเดียวกัน คือเมื่อผู้ส่งจะทำการส่งเงินของตน จะกำหนดมูลค่า Bitcoin ที่จะทำการส่งและต่อท้ายด้วยที่อยู่ของผู้รับ (ซึ่งก็คือ Public Key ของผู้รับ) หลังจากนั้นโปรแกรมทำการ Hash ข้อมูลเป็นการทำ Digital Signature จากนั้นข้อมูลการทำธุรกรรมนี้จะถูกกระจายไปบนเครือข่าย คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายจะทำการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง เมื่อผู้รับได้รับก็จะใช้ Private Key ของตนจับทำการ Sign เพื่อยืนยันการรับเข้า Wallet
![]() |
| ข้อมูลและวิธีการทำธุรกรรมของ Bitcoin |
![]() |
| ความเป็นส่วนตัวของ Bitcoin เทียบกับการทำธุรกรรมทั่วไป |
เงินใน Bitcoin มาจากไหน
เงินใน Bitcoin ถูกสร้างโดยการคำนวณทางคณิตศาสตร์เพื่อหา Block ของ Bitcoin ที่จะนำไปใช้ได้ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่ลงโปรแกรมเพื่อค้นหา Bitcoin Block ซึ่งเรียกว่า Miner จะต้องทำการแก้ปัญหาเพื่อหา Bitcoin Block ที่สามารถใช้ได้ด้วยวิธี Trial and Error (ลองผิดลองถูก) ซึ่งเรียกกันว่าการ Mining (เลียนแบบการขุดหาทอง) ในเครือข่ายที่ทำการค้นหาจะถูกกำหนดว่าทุกๆ 2 สัปดาห์จะมี Bitcoin Block ใหม่ได้เพียง 2,016 Block และเมื่อหมด2 สัปดาห์โปรโตคอลในเครือข่ายจะเปลี่ยน Parameter เพื่อทำให้การคำนวณยากยิ่งขึ้น ซึ่งใช้เทคนิคที่เรียกว่า Poisson Process ทำให้ความยากในการคำนวณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแบบ Exponentialในแต่ละ Block ที่ได้มานั้นจะมีมูลค่าไม่เท่ากัน โดย 210,000 Block แรกจะมีมูลค่ามากที่สุดคือ 50 Bitcoin อีก 210,000 Block ถัดไปจะมีมูลค่า 25 Bitcoin และทุกๆ 210,000 Block จะมีมูลค่าลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นหมายความว่ามูลค่ารวมทั้งหมดของ Bitcoin จะไม่เกิน 21 ล้าน
การที่มูลค่ารวมของ Bitcoin มีจำกัด ในเชิงเศรษฐศาสตร์แล้วจึงสามารถใช้เป็นตัวแทนในการซื้อขายได้เหมือนกับเงินจริงสกุลต่างๆ ที่ต้องอิงกับทองคำสำรองของแต่ละประเทศหรือกลุ่มประเทศ
แม้ว่าเราสามารถหา Bitcoin Blockได้ด้วยตัวเองก็จริง แต่การหา Bitcoin Block เป็นการลงทุนทรัพยากรคอมพิวเตอร์ที่สูงและผู้ที่ขุดหาโดยมากทำเป็นธุรกิจ ผู้ใช้ Bitcoin โดยทั่วไปจึงไม่ได้ขุดหา Bitcoin Block เองแต่จะแลกเปลี่ยนจากผู้ค้า Bitcoin
การแลกเปลี่ยน Bitcoin กับสกุลเงินจริง
การแลกเปลี่ยนเงิน Bitcoin กับสกุลเงินจริงสามารถทำได้ที่ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินในแต่ละท้องถิ่น ในประเทศไทยมีอยู่ในแถบกรุงเทพและปริมณฑล 3 ราย และที่เชียงใหม่ 1 ราย รายชื่อผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบได้จาก http://www.tradeBitcoin.comแม้ว่าจะมีผู้ให้บริการแต่ละท้องที่ก็ตาม ส่วนใหญ่ผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยน Bitcoin กับเงินจริงเป็นปริมาณมากจะไปที่ผู้ให้บริการอย่างเช่น Mt. Gox (https://www.mtgox.com) Bitcoin Market (https://www.Bitcoinmarket.com) หรือ TradeHill (https://www.tradehill.com) ราคาซื้อขายเฉลี่ย ณ.วันที่ 1 กรกฎาคม 2011 อยู่ที่ 16 $US ต่อ 1 Bitcoin ส่วนราคาซื้อขายประจำวันสามารถดูได้จาก http://Bitcoincharts.com/
Bitcoin ใช้ได้ที่ใดบ้าง
สินค้าและบริการที่สามารถใช้ Bitcoin ซื้อได้ในปัจจุบันมีหลายหมวดหมู่ แม้ว่าส่วนใหญ่จะยังเป็นสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ตก็ตาม ตัวอย่างเช่น- บริการเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตได้แก่ Web Hosting, VoIP, Web Design, Security Tesing และอีกหลายบริการ
- บริการออนไลน์เช่น เกม บริการบน Cloud บริการแชร์ไฟล์ ซื้อเพลง หรือภาพยนตร์
- สินค้าทั่วไปเช่น สินค้าเกี่ยวกับบ้าน สินค้าอิเลคทรอนิคส์ ขนม หนังสือ เป็นต้น
จะเปิดร้านค้าที่รับ Bitcoin ทำได้อย่างไร
ในกรณีที่เราอยากขายสินค้าหรือบริการที่รับ Bitcoin เพียงแค่สร้าง Wallet เพื่อมารับชำระเงิน ก็สามารถทำได้ เพียงแต่เมื่อลูกค้าต้องการชำระเงิน เราต้องคอยส่ง Address ของ Wallet ของเราให้ลูกค้าแต่ละรายจากโปรแกรม Bitcoin ซึ่งไม่สะดวกนักในการทำ Online Shoppingอย่างไรก็ตามเราสามารถจะเชื่อมต่อระบบ Online Shopping ของเราเข้ากับ Bitcoin ได้ซึ่งมีการให้บริการ Shopping Cart Interface กับ Wallet จากผู้ให้บริการหลายรายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรม บริการและ Interface เหล่านี้สามารถ ดูและเลือกบริการได้จาก https://en.Bitcoin.it/wiki/Category:Shopping_Cart_Interfaces
นอกจากนี้เรายังสามารถเขียนโปรแกรมเพื่อติดต่อกับโปรแกรม Bitcoin เพื่อทำการทำธุรกรรมอัตโนมัติ โดยผ่าน JSON-RPC API ตามความต้องการเองด้วยก็ได้ซึ่งสามารถศึกษาได้จาก API Reference ที่ https://en.Bitcoin.it/wiki/API_tutorial_(JSON-RPC)
ความเสถียรของค่าเงิน
![]() |
| อัตราแลกเปลี่ยนของ Bitcoin เทียบกับ US Dollar ที่ Mt.Gox ในช่วงที่ Mt. Gox โดนแฮกในเดือนมิถุนายน 2011, ที่มา http://bitcoincharts.com |
ดังนั้นการเข้ามาใช้ Bitcoin เพื่อทำธุรกรรมจึงต้องระมัดระวังในเรื่องการแกว่งตัวของมูลค่า Bitcoin ในตลาดให้มาก
![]() |
| อัตราแลกเปลี่ยนของ Bitcoin เทียบกับ US Dollar ที่ Mt.Gox ในช่วงเดือนมิถุนายน ถึงสิงหาคม 2012 |
ความปลอดภัยในการใช้ Bitcoin
ถ้าศึกษาดูจากการทำงานของการใช้งาน Bitcoin แล้ว จะพบว่าอัลกอริทึ่มในการทำธุรกรรมนั้นอยู่ในระดับปลอดภัยมากทีเดียว แต่ว่าจุดอ่อนของ Bitcoin กลับอยู่ที่การเก็บข้อมูลของ Wallet ซึ่งอยู่บนหลากหลายระบบปฏิบัติการ ตั้งแต่ Windows, Mac OS, Linux รวมไปถึงบน Mobile Platform ซึ่งจะมีในอนาคต เพราะว่าเป็น Open Sourceเช่นเดียวกับการใช้งาน Application อื่น มิจฉาชีพสามารถฉวยโอกาสใช้การส่ง Malware เพื่อคุกคาม ขโมย Wallet เช่นเดียวกันกับการส่ง Trojan เพื่อขโมยข้อมูลอื่น และเนื่องจาก Wallet เป็น Anonymous ไม่สามารถระบุเจ้าของได้ การโดนขโมย Wallet ก็เช่นเดียวกับการโดนขโมยกระเป๋าเงินที่มีเงินสดอยู่ในนั้น
อย่างไรก็ตามเราสามารถทำให้ Wallet ปลอดภัยได้โดยการทำการเข้ารหัสลับกับแฟ้มข้อมูล Wallet ของ Bitcoin โดยใช้ซอฟต์แวร์จาก Third Party เพื่อใช้เข้ารหัสลับบน Windows ส่วนบน Mac OS และ Linux สามารถทำได้เลยจากตัวระบบปฏิบัติการ รายละเอียดสามารถดูได้จาก https://en.bitcoin.it/wiki/Securing_your_wallet
ปัญหาเรื่องการใช้ Bitcoin ฟอกเงิน
Bitcoin ถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะถูกใช้ทำการฟอกเงินโดยนักค้ายาเสพติด โดยวุฒิสมาชิก Charles Schumer จากรัฐนิวยอร์คและ Joe Manchin จากรัฐเวสต์เวอร์จิเนียเขียนจดหมายถึงสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐ (DEA: Drug Enforcement Administration) เกี่ยวกับความกังวลเรื่องเวบไซต์ใต้ดินชื่อ Silk Road ที่ใช้ขายยาเสพติดโดยใช้ Bitcoin เป็นเงินในการซื้อขายการที่ Wallet ทุกใบไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ถือได้ ทำให้การทำการฟอกเงินเป็นไปได้ง่าย โดยเงินใน Bitcoin แม้ว่าสามารถติดตามที่มาของเงินจากข้อมูลธุรกรรมที่อยู่ใน Bitcoin แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าใครเป็นผู้ทำธุรกรรม จึงเป็นการง่ายที่ Bitcoin จะถูกใช้เพื่อทำการฟอกเงินดังเช่นกรณีข้างต้น
บทส่งท้าย
Bitcoin เป็น Virtual Currency ที่มีแนวคิดใหม่ในการทำธุรกรรมหลายอย่างได้แก่ การที่ให้ชุมชนเป็นผู้ควบคุมกันเอง (Peer-to-Peer) การเปิดเผยการทำธุรกรรมแต่ปกปิดผู้ทำธุรกรรม การกำหนดที่มาและจำนวนเงินในระบบโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และเครือข่าย เหล่านี้ทำให้ Bitcoinเป็นที่น่าจับตามองและศึกษาแนวการนำมาใช้ อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องเสถียรภาพของค่าเงิน ความปลอดภัยในการขโมย Wallet จาก Malware ก็เป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังและรวมถึงการถูกนำไปใช้เพื่อการฟอกเงินด้วยอ้างอิงจาก
- บทความวิจัยของ Satoshi Nakamoto เรื่อง Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System https://bitcoin.org/bitcoin.pdf
- Bitcoin Wiki https://en.bitcoin.it/wiki/Blocks
- Senators seek crackdown on "Bitcoin" currency, Reuter วันที่ 8 มิถุนายน 2011 http://www.reuters.com/article/2011/06/08/us-financial-bitcoins-idUSTRE7573T320110608
03 สิงหาคม 2555
การแสดงตัวตนเพื่อทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัย (Identity & E-Commerce)
หลายท่านที่ใช้บริการ Internet Banking หรือ E-Commerce อื่นๆ เป็นประจำคงคุ้นเคยกับการป้อนชื่อบัญชีผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน เพื่อแสดงตัวตนในการขอใช้บริการ คำถามที่ตามมาคือการระบุเพียงชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านนั้น เพียงพอแล้วหรือที่จะทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างปลอดภัย หรือแม้แต่การซื้อของทาง Internet โดยใช้เพียงแค่หมายเลขบัตรเครดิตและข้อมูลบางอย่างบนบัตร จะทำให้การซื้อขายเป็นไปได้อย่างปลอดภัย
หลายท่านอาจเคยชินจนคิดว่าระบบรักษาความปลอดภัยข้างต้นน่าจะป้องกันผู้อื่นเข้ามาใช้บัญชีของเราได้ แต่ความเป็นจริงก็คือถึงแม้ระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม เราก็อาจถูกขโมยชื่อบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านไปได้ โดยไม่รู้ตัว หลายท่านอาจบอกว่า “ไม่มีทาง ฉันรักษารหัสผ่านเป็นความลับอย่างดี” แต่ลืมฉุกคิดไปว่าในบางกรณีผู้ไม่ประสงค์ดีเพียงแค่รู้ชื่อบัญชีผู้ใช้โดยไม่ต้องรู้รหัสผ่านก็สามารถทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แทนเราได้ มากไปกว่านั้นธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำกับสถาบันการเงินบางแห่ง เพียงแค่รู้เลขที่บัญชีและข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง ก็สามารถทำธุรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อบัญชีผู้ใช้งานเลย
บางท่านอาจบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นขอไม่ใช้งาน E-Commerce ก็แล้วกัน ดูท่าจะปลอดภัยกว่า” คำถามที่ตามมาคือ แน่ใจหรือว่าแม้ไม่ใช้ E-Commerce จะทำให้บัญชีของท่านปลอดภัย
โดยทั่วไปเมื่อท่านไปสถาบันการเงินเพื่อเปิดบัญชีทำธุรกรรม สิ่งที่สถาบันนั้นๆ ต้องการจากท่านก็คือ สำเนาบัตรประชาชน (ซึ่งจะได้ชื่อ เลขประจำตัวประชาชน นามสกุล ที่อยู่บนบัตร และ วันเดือนปีเกิด ไปโดยปริยาย) ที่อยู่ปัจจุบัน ที่อยู่ในการส่งเอกสาร เช่น ใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต หรือข้อมูลอื่นๆที่เป็นข้อมูลเฉพาะสำหรับธุรกรรมนั้นๆ และที่สำคัญก็คือลายมือชื่อที่ใช้ติดต่อกับสถาบันการเงิน หลังจากนั้นทางสถาบันการเงินจะออกหลักฐานเพื่อใช้ในการทำธุรกรรม เช่น เลขที่บัญชี สมุดคู่ฝากหรือเอกสารอื่น และทุกครั้งที่ท่านต้องการทำธุรกรรมในการเอาเงินออกจากบัญชี ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม จะเป็นถอนหรือโอน สถาบันจะให้ท่านระบุตัวตนด้วยการใช้ เลขที่บัญชี สมุดคู่ฝากหรือบัตรแสดงสิทธิ์ (เช่นบัตรเครดิต) หรือเอกสารอื่นเช่นเช็ค และลายมือชื่อของท่านเพื่อดำเนินธุรกรรม
เอกสารที่ออกให้โดยสถาบันการเงินนี้เราก็ถือว่าเป็นตัวตนของเราเพื่อทำธุรกรรม หรือเรียกได้อีกนัยหนึ่งก็คือ Derived Identification เมื่อใช้ประกอบกับลายมือชื่อ ก็จะทำธุรกรรมการเอาเงินออกจากบัญชีได
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นสมุดคู่ฝาก บัตรเครดิต และลายมือชื่อ อาจมีปัญหาในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งสิ้น สมุดคู่ฝากหรือบัตรเครดิต เป็นสิ่งพิมพ์ที่ป้องกันการปลอมแปลง (Security Printing) ซึ่งใช้ยืนยันว่าออกโดยธนาคาร ไม่สามารถตรวจสอบในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยง่าย ผู้ขายไม่สามารถตรวจสอบ Hologram รูปนกบนบัตรเครดิต VISA ว่าเป็นของจริงหรือไม่ตอนจ่ายค่าสินค้าบน Internet แล้วทางออกของการทำธุรกรรมมีอย่างไร
สถาบันการเงินหลายแห่งต้องทำการขอใช้บัญชีผู้ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตโดยยื่นคำร้องผ่านทางสาขาของสถาบันการเงินซึ่งค่อนข้างจะปลอดภัยแต่ขาดความสะดวก แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่สามารถเปิดขอใช้ผ่านอินเตอร์เน็ตได้โดยสะดวก เช่นอาศัยเลขที่บัญชีกับเลขที่สมุดคู่ฝาก ซึ่งก็คือ Derived Identification ที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งในลักษณะนี้กลับกันคือสะดวกแต่ไม่ปลอดภัยนักเพราะถ้าสมุดคู่ฝากหายก่อนที่จะได้เปิดขอใช้การจัดการธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ต บุคคลที่ได้สมุดคู่ฝากไปก็จะทำธุรกรรมได้โดยที่เราไม่รู้
บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านจึงเป็นที่นิยมเพื่อใช้ในการรับรองการใช้สิทธิ์ทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์กับผู้ให้บริการ แต่วิธีการการนำมาใช้อาจมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง
สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบก็คือ TLS/SSL ต้องมี Certificate จาก Certificate Authority เช่น VeriSign โดยจะต้องมีไอคอนที่จะตรวจสอบ Certificate นั้นได้ปรากฏอยู่ในหน้าใดหน้าหนึ่งของผู้ให้บริการ เพื่อให้มั่นใจว่าการเข้ารหัสข้อมูลปลอดภัยอย่างแท้จริง
Token เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กพกพาสะดวก มักอยู่ในรูปพวงกุญแจ บัตร หรือ USB Key ซึ่งจะมี OTP ที่เปลี่ยนไปตามเวลา ซึ่ง OTP ดังกล่าวจะมีอัลกอริทึมเดียวในการเปลี่ยนตรงกับเครื่องของทางผู้ให้บริการ ในการใช้งานก็จะมีปุ่มให้กดเพื่อแสดงตัวเลข หรือป้อนข้อมูลเข้าสู่ Web Browser โดยตรงในกรณีที่เป็นแบบ USB ผู้ให้บริการจะทำการจัดส่งอุปกรณ์ OTP แบบนี้ให้ผู้ใช้งานตามที่อยู่ที่ระบุไว้เมื่อมีการขอทำธุรกรรมผ่านอินเตอร์เน็ต และต้องทำการลงทะเบียนอุปกรณ์เพื่อเปิดใช้บริการ
โดยทั่วไปการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต ในการทำการอนุมัติการทำรายการนั้น ร้านค้าจะทำการ Redirect ไปยัง Third Party Processor ซึ่งมีหลายประเภทเช่น Secure Payment Gateway Providerเพื่อทำรายการซื้อขาย Third Party Processor จะมีสัญญากับ Credit Card Processor เช่น VISA/Mastercard/AMEXหรือกับธนาคาร โดยมักจะทำการพิสูจน์การถือครองบัตรด้วยข้อมูลคือ
อย่างไรก็ตามธนาคารผู้ออกบัตรบางแห่งมีนโยบายที่จะต้องขอการอนุมัติมายังหน้าอนุมัติบัตรของธนาคารเอง ซึ่งธนาคารจะถามข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ปรากฏบนบัตรเครดิต เช่น วันเกิด เลขที่บัตรประชาชน เป็นต้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากการถูกขโมยบัตรแล้วนำไปใช้ซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต บัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารที่มีนโยบายดังกล่าวจึงน่าใช้บริการมากกว่าบัตรที่ออกโดยผู้ออกบัตรรายอื่น แม้ว่าเราจะไม่ต้องการซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตก็ตาม
หลายท่านอาจเคยชินจนคิดว่าระบบรักษาความปลอดภัยข้างต้นน่าจะป้องกันผู้อื่นเข้ามาใช้บัญชีของเราได้ แต่ความเป็นจริงก็คือถึงแม้ระมัดระวังอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม เราก็อาจถูกขโมยชื่อบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านไปได้ โดยไม่รู้ตัว หลายท่านอาจบอกว่า “ไม่มีทาง ฉันรักษารหัสผ่านเป็นความลับอย่างดี” แต่ลืมฉุกคิดไปว่าในบางกรณีผู้ไม่ประสงค์ดีเพียงแค่รู้ชื่อบัญชีผู้ใช้โดยไม่ต้องรู้รหัสผ่านก็สามารถทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แทนเราได้ มากไปกว่านั้นธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำกับสถาบันการเงินบางแห่ง เพียงแค่รู้เลขที่บัญชีและข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง ก็สามารถทำธุรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อบัญชีผู้ใช้งานเลย
บางท่านอาจบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นขอไม่ใช้งาน E-Commerce ก็แล้วกัน ดูท่าจะปลอดภัยกว่า” คำถามที่ตามมาคือ แน่ใจหรือว่าแม้ไม่ใช้ E-Commerce จะทำให้บัญชีของท่านปลอดภัย
ธุรกรรมของเรามีโอกาสเสี่ยงขนาดนั้นเชียวหรือ
เรามีสิทธิ์เลือกที่จะใช้หรือไม่ใช้ อย่างไรได้บ้าง
และเราจะป้องกันให้เราปลอดภัยจากการทำธุรกรรมเองหรือถูกสวมรอยได้อย่างไร
Identification
identity (1) - N – ความเหมือนกัน (2) - N – บุคลิกลักษณะก่อนที่จะดูว่าเราจะป้องกันตัวเราได้อย่างไร ลองมาดูเรื่องพื้นฐานสักนิดเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน ในการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการใดๆ ก็แล้วแต่ สิ่งที่ทางสถาบันนั้นๆ สนใจก็คือ ท่านเป็นผู้มีสิทธิ์ในการทำธุรกรรมหรือไม่
identification - N – การแสดงตัว (NECTEC's Lexitron Dictionary)
โดยทั่วไปเมื่อท่านไปสถาบันการเงินเพื่อเปิดบัญชีทำธุรกรรม สิ่งที่สถาบันนั้นๆ ต้องการจากท่านก็คือ สำเนาบัตรประชาชน (ซึ่งจะได้ชื่อ เลขประจำตัวประชาชน นามสกุล ที่อยู่บนบัตร และ วันเดือนปีเกิด ไปโดยปริยาย) ที่อยู่ปัจจุบัน ที่อยู่ในการส่งเอกสาร เช่น ใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต หรือข้อมูลอื่นๆที่เป็นข้อมูลเฉพาะสำหรับธุรกรรมนั้นๆ และที่สำคัญก็คือลายมือชื่อที่ใช้ติดต่อกับสถาบันการเงิน หลังจากนั้นทางสถาบันการเงินจะออกหลักฐานเพื่อใช้ในการทำธุรกรรม เช่น เลขที่บัญชี สมุดคู่ฝากหรือเอกสารอื่น และทุกครั้งที่ท่านต้องการทำธุรกรรมในการเอาเงินออกจากบัญชี ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม จะเป็นถอนหรือโอน สถาบันจะให้ท่านระบุตัวตนด้วยการใช้ เลขที่บัญชี สมุดคู่ฝากหรือบัตรแสดงสิทธิ์ (เช่นบัตรเครดิต) หรือเอกสารอื่นเช่นเช็ค และลายมือชื่อของท่านเพื่อดำเนินธุรกรรม
เอกสารที่ออกให้โดยสถาบันการเงินนี้เราก็ถือว่าเป็นตัวตนของเราเพื่อทำธุรกรรม หรือเรียกได้อีกนัยหนึ่งก็คือ Derived Identification เมื่อใช้ประกอบกับลายมือชื่อ ก็จะทำธุรกรรมการเอาเงินออกจากบัญชีได
![]() |
| Derived Identification |
Authentication กับ Identification
เมื่ออยู่บนอินเตอร์เน็ต Identification ก็ต้องเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่ใกล้เคียงกับ Identification ที่ใช้ในวิถีคอมพิวเตอร์มากที่สุดก็คือการทำ Authenticationauthentication n. รับรอง (พจนานุกรมแปล อังกฤษ-ไทย อ.สอ เสถบุตร)Authentication มีความหมายถึงระบบการรับรองการใช้สิทธิ์ ซึ่งในทางคอมพิวเตอร์ทำโดยการสร้างบัญชีผู้ใช้งาน และรหัสผ่านในการรับรองการใช้สิทธิ์มีมานานมาก โดยทั่วไปบัญชีผู้ใช้งานมักจะมาจากการขอใช้โดยบุคคลที่ระบุตัวตนได้ แต่ก็มีบางระบบเหมือนกันที่บัญชีผู้ใช้งานสามารถหามาใช้ได้โดยไม่ต้องระบุตัวตนที่แท้จริง เช่น Emailที่ให้บริการฟรีหลายแห่งในปัจจุบัน ถ้าเปรียบเทียบแล้วบัญชีผู้ใช้งานก็คือเอกสารหลักฐานในการทำธุรกรรม ส่วนรหัสผ่านก็เทียบได้กับการลงลายมือชื่อ ความเป็นจริงแล้วแค่นี้เพียงพอหรือ
สถาบันการเงินหลายแห่งต้องทำการขอใช้บัญชีผู้ใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตโดยยื่นคำร้องผ่านทางสาขาของสถาบันการเงินซึ่งค่อนข้างจะปลอดภัยแต่ขาดความสะดวก แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่สามารถเปิดขอใช้ผ่านอินเตอร์เน็ตได้โดยสะดวก เช่นอาศัยเลขที่บัญชีกับเลขที่สมุดคู่ฝาก ซึ่งก็คือ Derived Identification ที่กล่าวไปข้างต้น ซึ่งในลักษณะนี้กลับกันคือสะดวกแต่ไม่ปลอดภัยนักเพราะถ้าสมุดคู่ฝากหายก่อนที่จะได้เปิดขอใช้การจัดการธุรกรรมทางอินเตอร์เน็ต บุคคลที่ได้สมุดคู่ฝากไปก็จะทำธุรกรรมได้โดยที่เราไม่รู้
ข้อควรระวัง: เปิดบัญชีทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน กรุณาตรวจสอบเสียก่อนว่าการใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตต้องยื่นคำร้อง หรือใช้เอกสารที่สถาบันการเงินออกให้เปิดใช้ได้โดยตรง ถ้าเป็นกรณีหลัง กรุณาใช้สิทธิ์ของท่านก่อนที่คนอื่นจะมาใช้สิทธิ์แทนนอกจากสถาบันการเงินแล้ว ผู้ให้บริการอื่นๆ เช่น ร้านค้าบนอินเตอร์เน็ต หรือMarket Placeที่มีทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ก็ใช้วิธีการพิสูจน์ตัวตนด้วย Authentication เป็นมาตรฐานเช่นกัน
บัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่านจึงเป็นที่นิยมเพื่อใช้ในการรับรองการใช้สิทธิ์ทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์กับผู้ให้บริการ แต่วิธีการการนำมาใช้อาจมีข้อแตกต่างกันอยู่บ้าง
Authentication ความเหมือนที่แตกต่าง
แม้ว่าผู้ให้บริการจะใช้การ Authentication เพื่อระบุตัวตนของผู้ใช้เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันในการให้บริการ ความแตกต่างที่ว่าอยู่ที่วิธีกำหนดบัญชีผู้ใช้งานและความยากง่ายต่อการคาดเดาของรหัสผ่านของแต่ละการให้บริการก็มีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกัน เราลองมาดูตัวอย่างการให้บริการบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่าการตั้งบัญชีผู้ใช้งาน
วิธีการตั้งบัญชีผู้ใช้งานมีได้หลายแบบซึ่งขอยกตัวอย่างบางวิธีที่เคยพบและข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบดังนี้1 ใช้เลขที่บัญชีเป็นชื่อบัญชีผู้ใช้งาน
วิธีนี้ดูเหมือนว่าสะดวกต่อผู้ให้บริการ และสะดวกเหลือเกินสำหรับผู้ที่ต้องการเจาะบัญชีผู้ใช้งานของเรา เพราะเพียงแค่ได้เลขที่บัญชีมาก็ง่ายต่อการเจาะระบบ แต่เบาใจได้อย่างหนึ่งถ้าผู้ให้บริการเป็นธนาคาร มักจะไม่ใช้วิธีนี้เพราะส่วนใหญ่ใช้บัญชีผู้ใช้เดียวต่อหลายเลขที่บัญชีเพื่อความสะดวกในการโอนเงินระหว่างบัญชีของลูกค้า อย่างไรก็ตามถ้าเจอวิธีการตั้งบัญชีผู้ใช้แบบนี้จากสถาบันการเงินอื่นๆ โปรดจำไว้ว่า รักษาเลขที่บัญชีให้เป็นความลับมากที่สุด2 ผู้ให้บริการกำหนดให้
ผู้ให้บริการบางแห่งอาจจะกำหนดบัญชีผู้ใช้งานให้เลยโดยวิธีกำหนดอาจจะมาจากชื่อและนามสกุลภาษาอังกฤษซึ่งมีวิธีการให้ชื่อบัญชีที่แน่นอน ซึ่งถ้าผู้ที่ต้องการลักลอบใช้สามารถคาดเดาได้ก็จะลักลอบใช้งานบัญชีนั้นๆ ง่ายขึ้น ผู้ให้บริการบางรายอาจจะกำหนดบัญชีโดยใช้ชื่อที่ไม่มีความหมายอะไรเลย ในลักษณะนี้การเดาชื่อบัญชีจะเป็นไปได้ยากกว่า การเก็บบัญชีผู้ใช้งานเป็นความลับก็จะทำให้การลักลอบใช้งานยากขึ้น3 ใช้ Email เป็นชื่อบัญชีผู้ใช้งาน
การใช้ Email เป็นชื่อบัญชีไม่ค่อยพบในการทำธุรกรรมทางการเงินนัก แต่ว่าถ้ามีการนำมาใช้ การใช้ Email ปกติที่ใช้มักจะมีความเสี่ยงจากการลักลอบนำไปใช้สูง ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้เลือก Email ที่ปกติไม่ได้ใช้ เพื่อนำมาใช้สำหรับทำธุรกรรมโดยเฉพาะ4 ตั้งชื่อบัญชีตามใจชอบ
มักจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนใหญ่ การตั้งชื่อจะมีการกำหนดความยาวของชื่อ และไม่มีการใช้งานโดยผู้ใช้รายอื่น ผู้ใช้ส่วนใหญ่มักจะตั้งจากชื่อและนามสกุลตัวเอง ซึ่งการตั้งชื่อแบบนี้ก็ง่ายต่อการคาดเดา และลักลอบนำไปใช้เช่นกัน ดังนั้นการตั้งชื่อที่ไม่ได้มาจากชื่อนามสกุลตัวเองดูจะปลอดภัยมากกว่านโยบายเกี่ยวกับรหัสผ่าน (Password Policies)
หลักการโดยทั่วไปของการตั้งรหัสผ่านก็คือง่ายต่อการจำและยากต่อการเดาโดยผู้ที่จะลักลอบนำไปใช้ อย่างไรก็ตามนโยบายเกี่ยวกับรหัสผ่านของผู้ให้บริการก็มีผลต่อความแข็งแรงของรหัสผ่านที่เราตั้งเช่นกัน โดยทั่วไปในการทำธุรกรรมมีนโยบายในการตั้งรหัสผ่านดังนี้1 ความยาวของรหัสผ่าน
ผู้ให้บริการมักจะกำหนดความยาวขั้นต่ำในการตั้งรหัสผ่านและไม่เกินกี่ตัวอักษร ความยาวของรหัสผ่านมากทำให้ยากต่อการคาดเดา และแน่นอนยากต่อการจำและการพิมพ์ผิด ผู้ให้บริการบางรายที่ยอมให้ใช้รหัสผ่านได้ไม่เกิน 10 ตัวอักษรถือว่าเป็นความเสี่ยง เช่นการใช้ PIN ซึ่งอยู่ระหว่าง 4-6 ตัว2 ชนิดอักขระที่ใช้เป็นรหัสผ่าน
การใช้อักขระพิเศษนอกเหนือจากตัวอักษรภาษาอังกฤษและตัวเลข จะเพิ่มความแข็งแรงของรหัสผ่านเพราะว่าทำให้การเดายากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอักขระพิเศษเพียงแค่บางตัวหรือทั้งหมด แต่ผู้ให้บริการไม่ได้ยอมให้ใส่อักขระพิเศษได้ทุกราย ผู้ใช้บริการควรคำนึงถึงประเด็นนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้แค่ PIN ซึ่งเป็นเพียงแค่ตัวเลข3 จำนวนครั้งที่อนุญาตให้พิมพ์รหัสผ่านผิด
เพื่อป้องกันการเจาะระบบโดยการเดารหัสผ่าน ผู้ให้บริการมักจะจำกัดจำนวนครั้งในการป้อนรหัสผ่านผิด (เช่น 3 ครั้ง) เมื่อครบจำนวนระบบก็จะทำการปิดการใช้งานสำหรับบัญชีผู้ใช้นั้น โดยการจะใช้งานได้ใหม่นั้น อาจจะใช้ได้เมื่อผ่านช่วงเวลาหนึ่ง แต่โดยทั่วไปการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินมักจะใช้วิธีให้ขอเปิดการใช้งานใหม่ผ่านทางสาขาหรือ Call Center4 อายุรหัสผ่าน
เท่าที่เห็นในการทำธุรกรรมกับผู้ให้บริการ E-Commerce ในเมืองไทย ไม่ค่อยมีการจำกัดอายุรหัสผ่านเพื่อบังคับให้เปลี่ยนรหัส อาจเป็นเพราะการทำธุรกรรมมีไม่บ่อยเลยไม่จำกัดอายุการใช้งานรหัสผ่าน อย่างไรก็ตามเราก็ควรจะเปลี่ยนรหัสผ่านเองบ่อยๆ อาจเป็นทุก 3-6 เดือน5 วิธีป้อนรหัสผ่าน
ผู้ให้บริการบางรายอาจเพิ่มวิธีการรักษาความปลอดภัยโดยการให้ป้อนรหัสผ่านด้วย On Screen Keyboard แทน Keyboard ปกติ ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะใช้งานจากเครื่องสาธารณะหรือเครื่องที่อาจติด Malware ที่ดักจับรหัสผ่านได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น![]() |
| ตัวอย่าง On-Screen Keyboard จาก CitiBank |
การส่งชื่อบัญชีและรหัสผ่านผ่านเครือข่าย
การส่งชื่อบัญชีและรหัสผ่านผ่านเครือข่าย ต้องมั่นใจว่ามีการเข้ารหัสข้อมูล ซึ่งมาตรฐานการส่งข้อมูลผ่าน Web Browser คือ Transport Layer Securityi (TLS หรือเดิมเรียก SSL) ปัจจุบัน Web Browser ส่วนใหญ่ก็สนับสนุนการใช้ TLS/SSL อยู่แล้ว| จุดสังเกตว่า Internet Explorer 8 ใช้ TLS/SSL |
| จุดสังเกตว่า Firefox 3 ใช้ TLS/SSL |
![]() |
| 5ตัวอย่างไอคอนที่ใช้ตรวจสอบ Certificate จากธนาคารกสิกรไทย |
การยกเลิกและตั้งค่ารหัสผ่านใหม่ (Password Reset)
ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้การลักลอบใช้บัญชีผู้ใช้งานเป็นไปอย่างง่ายดายคือ การยกเลิกและตั้งค่ารหัสผ่านใหม่ในกรณีที่ลืมรหัสผ่าน ความซับช้อนและยุ่งยากในการยกเลิกและตั้งค่ารหัสผ่านใหม่จะช่วยให้การลักลอบใช้งานเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ก็พบว่าผู้ใช้งานมักจะบ่นต่อนโยบายที่เคร่งครัดและเป็นตัวผลักดันให้ผู้ให้บริการเปลี่ยนวิธีให้ยุ่งยากน้อยลงเราลองมาดูว่าวิธีไหนที่ปลอดภัยต่อการลักลอบใช้งานมากน้อยกว่ากัน- ยื่นคำร้องขอเปลี่ยนรหัสผ่าน วิธีนี้จะปลอดภัยที่สุดเพราะท่านต้องติดต่อกับผู้ให้บริการด้วยตัวเองโดยใช้การแสดงตัวของท่าน แต่แน่นอน ไม่สะดวกและเสียเวลา
- ขอเปลี่ยนรหัสผ่านทางอินเตอร์เน็ตแต่อนุมัติผ่าน Call Center วิธีนี้ปลอดภัยในระดับรองลงมา สะดวกเพราะไม่ต้องเดินทาง แต่ก็สามารถถูกลักลอบใช้บัญชีได้โดยการปลอมแปลงตัวตนจากการได้ข้อมูลส่วนบุคคล (Identity) ของเรา แล้วให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อ Call Center
- เปลี่ยนรหัสผ่านด้วยข้อมูลส่วนตัว วิธีนี้ปลอดภัยน้อยกว่าสองวิธีก่อนหน้า และเช่นเดียวกันกับการอนุมัติผ่าน Call Center ถ้ามีผู้ที่ทราบข้อมูลที่จำเป็นในการยกเลิกรหัสผ่าน ซึ่งมักจะเป็นคำถามพิเศษที่เราตั้ง เราก็โดนขโมยบัญชีไปใช้งานเช่นกัน
- ยืนยันการยกเลิกและเปลี่ยนรหัสผ่านทาง Email วิธีนี้ปลอดภัยน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า Mail Server ที่เราใช้ไม่ปลอดภัยเพียงพอ เมื่อเราโดนยึด Email Address ไป การยกเลิกรหัสผ่านก็ทำได้โดยง่าย
Two-Factor Authentication รหัสผ่านสองชั้น
An authentication factor is a piece of information and process used to authenticate or verify the identity of a person or other entity requesting access under security constraints. Two-factor authentication (T-FA) or (2FA) is a system wherein two different factors are used in conjunction to authenticate. Using two factors as opposed to one factor generally delivers a higher level of authentication assurance. Two-factor authentication typically is a signing-on process where a person proves his or her identity with two of the three methods: "something you know" (e.g., password or PIN), "something you have" (e.g.,smartcard or token), or "something you are" (e.g., fingerprint or iris scan). From Wikipedia, the free encyclopediaเมื่อข้อมูลทางการเงินเป็นสิ่งสำคัญ การเพิ่มระดับของการรักษาความปลอดภัยในการใช้บริการ โดยการเพิ่มการเข้าใช้ระบบนอกเหนือจากสิ่งที่เราต้องจำ (ชื่อบัญชีและรหัสผ่าน) ด้วยสิ่งที่เรามี (เช่นโทรศัพท์มือถือ อีเมล หรือ Token) โดยการใช้รหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (Single-Use หรือ OTP: One-Time Password) รหัสผ่านประเภทนี้ จะเป็นรหัสผ่านที่เปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งที่มีการใช้งาน โดยเมื่อรหัสผ่านใดๆก็ตามได้ถูกใช้งานไปแล้ว จะไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีกต่อไป ซึ่งจะสามารถลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกเจาะขโมยข้อมูลรหัสผ่านที่ อาจกระทำได้โดยง่ายหากใช้รหัสผ่านประจำตัวแบบปกติเพียงอย่างเดียว OTP ที่ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะใช้อยู่ด้วยกัน 3 ประเภทคือ
1 SMS OTP
เป็นการส่ง OTP ผ่านSMS ไปยังโทรศัพท์มือถือที่หมายเลขที่ให้ไว้กับทางผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการมักจะส่ง OTP มาทาง SMS เมื่อมีการเข้าใช้งานระบบ ทำรายการทางการเงิน ทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น มักจะส่ง OTP เป็นตัวเลข 6 หลัก พร้อมกับรหัสอ้างอิงที่ตรงกับที่ปรากฏบนหน้าที่ต้องการให้ใส่ OTP ในการทำธุรกรรมนั้นๆ OTP มักจะถูกกำหนดเวลาในการใช้งานเป็นนาที เมื่อครบกำหนดเวลาก็จะถูกยกเลิกไป![]() |
| ตัวอย่างหน้าใส่รหัสผ่าน OTP ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา |
2 Email OTP
หลักการก็จะเป็นเช่นเดียวกับ SMS OTP เพียงแต่เปลี่ยนช่องทางการส่งข้อมูลไปยังโทรศัพท์ เป็น Email Address ที่ให้ไว้กับผู้ให้บริการ3 Token OTP
![]() |
| ตัวอย่าง Token แบบต่างๆ |
![]() |
| ตัวอย่างหน้า Token OTP ของธนาคาร HSBC |
บริการที่ไม่ใช้ Authentication
Authentication ไม่ได้เป็นวิธีการเดียวในการแสดงตัวตน ในการทำธุรกรรมบนอินเตอร์เน็ต การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลร่วมกับข้อมูลจาก Derived Identification เช่นการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต ก็เป็นอีกวิธีในการแสดงตัวตนโดยทั่วไปการใช้บัตรเครดิตซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต ในการทำการอนุมัติการทำรายการนั้น ร้านค้าจะทำการ Redirect ไปยัง Third Party Processor ซึ่งมีหลายประเภทเช่น Secure Payment Gateway Providerเพื่อทำรายการซื้อขาย Third Party Processor จะมีสัญญากับ Credit Card Processor เช่น VISA/Mastercard/AMEXหรือกับธนาคาร โดยมักจะทำการพิสูจน์การถือครองบัตรด้วยข้อมูลคือ
- หมายเลขบัตร
- ชื่อผู้ถือบัตร
- เดือนปีที่บัตรหมดอายุ
- Card Security Code (CSC) หรือบางครั้งเรียกว่า Card Verification Value (CVV or CV2), Card Verification Value Code (CVVC), Card Verification Code (CVC), Verification Code (V-Code or V Code), หรือ Card Code Verification (CCV) ซึ่งจะเป็นตัวเลข 3-4 หลัก พิมพ์อยู่ด้านหลังหรือด้านหน้าแล้วแต่ชนิดของบัตร (ไม่ใช่ตัวนูน)
- เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการชำระเงินผ่าน Third Party Processor ตรวจสอบดูว่า URL หน้านั้นเป็นของ Third Party Processor ไม่ใช่ของร้านค้า ใช้ HTTPS เสมอและมี Certificate จาก Certificate Authority
- ในกรณีที่ร้านค้าบนเว็บมี Merchant Account ซึ่งทำการตัดบัตรเครดิตจากธนาคารโดยตรง ต้องมั่นใจว่าร้านค้านั้นน่าเชื่อถือเพียงพอ ใช้ HTTPS เสมอและมี Certificate จาก Certificate Authority
- เนื่องจากข้อมูลที่ใช้ในการพิสูจน์การถือครองบัตรอยู่บนตัวบัตรทั้งหมด ดังนั้นไม่ควรให้ใครทำสำเนาบัตรเครดิตไป ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายเอกสารหรือถ่ายภาพ
อย่างไรก็ตามธนาคารผู้ออกบัตรบางแห่งมีนโยบายที่จะต้องขอการอนุมัติมายังหน้าอนุมัติบัตรของธนาคารเอง ซึ่งธนาคารจะถามข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่ปรากฏบนบัตรเครดิต เช่น วันเกิด เลขที่บัตรประชาชน เป็นต้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัยจากการถูกขโมยบัตรแล้วนำไปใช้ซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต บัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารที่มีนโยบายดังกล่าวจึงน่าใช้บริการมากกว่าบัตรที่ออกโดยผู้ออกบัตรรายอื่น แม้ว่าเราจะไม่ต้องการซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตก็ตาม
อุดช่องโหว่จากการลักลอบใช้บัญชีของเรา
จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเราพบว่ามีช่องโหว่ที่เราต้องอุดอยู่หลายจุด ซึ่งช่องโหว่นั้นอาจเป็นช่องโหว่จากผู้ให้บริการเอง หรือจากเราซึ่งเป็นผู้ใช้ ข้อแนะนำในการป้องกันตัวเองจากภัยที่เกิดจากการใช้งาน E-Commerce มีดังนี้- เปิดบัญชีทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน กรุณาตรวจสอบเสียก่อนว่าการใช้งานผ่านอินเตอร์เน็ตต้องยื่นคำร้อง หรือใช้เอกสารที่สถาบันการเงินออกให้เปิดใช้ได้โดยตรง ถ้าเป็นกรณีหลัง กรุณาใช้สิทธิ์ของท่านก่อนที่คนอื่นจะมาใช้สิทธิ์แทน
- ตั้งชื่อบัญชีใช้งานที่ไม่เกี่ยวกับชื่อและนามสกุลเรา หรือนามแฝง (Alias) อื่นๆที่เราใช้เพื่อป้องกันการรู้บัญชีผู้ใช้งาน
- ใช้รหัสผ่านที่มีอักขระพิเศษถ้าเป็นไปได้ และให้มีความยาวมากเพียงพอมากกว่า 8 ตัวอักษร เปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ และบัญชีผู้ใช้ของผู้ให้บริการต่างๆ ใช้รหัสผ่านไม่เหมือนกัน (แน่นอนว่าเพิ่มความยุ่งยาก)
- Email ที่ใช้ติดต่อทำธุรกรรมควรจะมีความปลอดภัยสูง เช่นใช้ POP3/IMAP/SMTP ที่เข้ารหัส TLS/SSL และ/หรือไม่ใช่พอร์ตมาตรฐาน ถ้าเป็น Web Mail ต้องเข้าด้วย HTTPS ถ้าไม่แน่ใจให้เปิด Email ไว้สำหรับทำธุรกรรมโดยเฉพาะ ควรใช้อีเมล์ขององค์กรและเลี่ยงพวกฟรีอีเมล์เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็น Web Mail ที่ใช้ HTTPS เฉพาะหน้า login แต่หน้าอ่านเมล์ปกติไม่เข้ารหัส แต่หากไม่มีจริงๆ ให้ใช้ Gmail ผ่าน HTTPS หรือทาง POP3/IMAP/SMTP ซึ่ง Gmail รองรับการเข้ารหัสไว้
- รักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นความลับมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่ Call Center มักจะถามเช่น หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขบัตรเครดิต วันเกิด เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อธนาคาร วงเงินสินเชื่อ ที่อยู่ในการจัดส่งใบแจ้งยอดบัญชี จำนวนบัตรเสริม ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ใช้ทำธุรกรรมจะอยู่บนบัตรประชาชน บัตรเครดิต และใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต และอย่านำข้อมูลดังกล่าวไปไว้ในอินเตอร์เน็ตโดยไม่จำเป็น
- กรณีใช้บัตรเครดิต ข้อมูลสำคัญจะอยู่ที่ใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิต และจากใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตจะทำให้หาข้อมูลอื่นๆ ได้ง่าย ถ้าผู้ไม่ประสงค์ดีได้ใบแจ้งยอดบัตรเครดิตไป สามารถแก้ไขข้อมูลเจ้าของบัตรได้โดยไม่รู้ตัว เช่น การยกเลิกรหัสผ่าน รวมไปถึงเปลี่ยนที่อยู่ในการจัดส่ง อายัดบัตร แล้วออกบัตรใหม่ ดังนั้นควรเก็บรักษาใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตเป็นอย่างดี หรือทำลายให้เร็วที่สุด หรือเปลี่ยนไปใช้ Electronics Statement ในกรณีที่ผู้ออกบัตรเปิดให้บริการ จะปลอดภัยมากกว่า
- ยกเลิกการใช้บริการ ถ้าไม่มั่นใจว่าผู้ให้บริการมีความปลอดภัยเพียงพอ อย่าเสี่ยง
บทส่งท้าย
เราคงได้เห็นแล้วว่าข้อมูลส่วนบุคคลของเราสำคัญอย่างไรในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลของเราให้มากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้ทำธุรกรรม แม้ว่าเราเองจะต้องการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ก็ตาม ที่สุดแล้วขอฝากข้อคิดสั้นๆทิ้งท้ายไว้เพื่อเตือนใจคือ “ปกปิด Identity แล้ว E-Commerce จะปลอดภัย”How to keep your information truly secured?
Most of the time when we talk about information security, people have varieties of perception. A lot of words about information security may pop up in mind just like anti-virus, malware protection, data encryption, firewall and so on. Are those terms can help your information secure? Maybe or maybe not. Unless you know basic knowledge of information security governance, those may be useless in some ways.
In the information security governance there are three fundamental information security concepts that comprise the C-I-A triad; confidentiality, integrity and availability. When it calls triad, you can imagine those three fundamental come together.
Confidentiality is about how to keep information accessible only for those need to know. If the information is your personal data, confidentiality is also called privacy. Personal data most commonly refers to personally identifiable information, which includes names, addresses, citizen identification (for Thailand), birth date, contact information and financial or medical data. Reveal your personal data to public or persons who should not know may lead you into troubles or in danger.
There was a case that a thief stole the target victim's credit card statement, used the victim's personal data from the Internet then called the credit card call center to change the billing address. After that, the thief called again to reissue the credit card and used the new credit card without notice of the victim. Even though this trick is known and protected by many card issuers, some other tricks did not reveal. So whenever you want to write some of your personal data to the social network, especially Facebook, or the Internet, please carefully think about it.
Integrity is to make your information correct and complete wherever and whenever to be used. The above example of credit card fraud also shows the problem from information alteration, an integrity violation. But not all integrity failure are from malice, they may come by accident or mistake. For the example, “100.00” carelessly typed to “10,000” in the financial transaction will cause a problem.
Availability is readiness of information whenever needed. Many times, it easily becomes the most overlooked aspect of information security. For example, you created a valuable presentation but when the time to present the file is lost or corrupt and you have no backup copy, this shows how the availability is important. The threats of availability also include storage failure, computer viruses, equipment malfunctions, network connection lost, unto business interruption or disaster.
Information need to be stored somewhere and threats are all around. Different information stored in different places may face different threats and cause needs of different controls. For example, anti-virus in your computer may protect your files stored in hard drive but not from drive crash (different threat). You need another control like backup solution in this case.
So, when you want your information secured, consider confidentiality, integrity and availability together, you will find the sufficient controls and make your information truly secured.
In the information security governance there are three fundamental information security concepts that comprise the C-I-A triad; confidentiality, integrity and availability. When it calls triad, you can imagine those three fundamental come together.
Confidentiality is about how to keep information accessible only for those need to know. If the information is your personal data, confidentiality is also called privacy. Personal data most commonly refers to personally identifiable information, which includes names, addresses, citizen identification (for Thailand), birth date, contact information and financial or medical data. Reveal your personal data to public or persons who should not know may lead you into troubles or in danger.
There was a case that a thief stole the target victim's credit card statement, used the victim's personal data from the Internet then called the credit card call center to change the billing address. After that, the thief called again to reissue the credit card and used the new credit card without notice of the victim. Even though this trick is known and protected by many card issuers, some other tricks did not reveal. So whenever you want to write some of your personal data to the social network, especially Facebook, or the Internet, please carefully think about it.
Integrity is to make your information correct and complete wherever and whenever to be used. The above example of credit card fraud also shows the problem from information alteration, an integrity violation. But not all integrity failure are from malice, they may come by accident or mistake. For the example, “100.00” carelessly typed to “10,000” in the financial transaction will cause a problem.
Availability is readiness of information whenever needed. Many times, it easily becomes the most overlooked aspect of information security. For example, you created a valuable presentation but when the time to present the file is lost or corrupt and you have no backup copy, this shows how the availability is important. The threats of availability also include storage failure, computer viruses, equipment malfunctions, network connection lost, unto business interruption or disaster.
Information need to be stored somewhere and threats are all around. Different information stored in different places may face different threats and cause needs of different controls. For example, anti-virus in your computer may protect your files stored in hard drive but not from drive crash (different threat). You need another control like backup solution in this case.
So, when you want your information secured, consider confidentiality, integrity and availability together, you will find the sufficient controls and make your information truly secured.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










